Thursday, 3 May 2012

กระเทียม (Garlic)


โภชนาการรักษาโรค
กระเทียม (Garlic หรือ Allium sativum)
       คนส่วนใหญ่รู้จักกระเทียมมาช้านาน กระเทียมใช้เป็นอาหารประจำวันของทุกๆ บ้าน โดยใช้เป็นส่วนประกอบของเครื่องปรุงอาหารชนิดต่างๆ ส่วนของกระเทียมที่ใช้เป็นอาหารได้แก่ หัว ใบ สำหรับฤทธิ์ในทางยา กระเทียมก็เป็นที่รู้จักดีในวงการแพทย์แผนโบราณมานานกว่า 5,000 ปี ซึ่งถือว่าเป็นสมุนไพรที่มีประโยชน์มากมาย
       กระเทียมเป็นพืชล้มลุกที่มีถิ่นกำเนิดในทวีปยุโรป และทวีปเอเชียตอนกลางมีกลิ่นรสเฉพาะตัวที่รุนแรง เผ็ดร้อน ในปัจจุบันนอกจากจะนำมาประกอบอาหารแล้วบางคนก็อาจจะรับประทานกระเทียมสด, ดองหรือปัจจุบันนี้ได้มีการสกัดในรูปน้ำมันกระเทียม (Garlic oil) และกระเทียมผง (Garlic powder) หรือ เป็นแคปซูล เพื่อสะดวกในการบริโภคอีกด้วย

สาระสำคัญในกระเทียม
       จากข้อมูลในหนังสือคู่มือคุณค่าอาหารของกระทรวงเกษตรในสหรัฐอเมริกา กล่าวถึงคุณค่าทางอาหารของกระเทียมว่า มีปริมาณสารอาหารไม่มากนัก มีคาร์โบไฮเดรท 31% โปรตีน 6% นอกจากนั้นก็มีพวก วิตามินบี1, 2 วิตามิน C และแร่ธาตุพวกแคลเซียม, ฟอสฟอรัส, เหล็ก, โซเดียม, โปตัสเซียม ซึ่งจะเห็นว่าสารอาหารแต่ละตัวมีน้อยมากแต่มีสารอาหารที่น่าสนใจ อยู่ 2 ชนิด คือ ซีลีเนียมและวิตามิน B1 ชนิดพิเศษ
       ซีลีเนียม เป็นสารที่ร่างกายต้องการน้อย แต่ขาดไม่ได้ เพราะต้องใช้ในขบวนการเมตาโบลิสม์ (Metabolism) มีหน้าที่เป็นตัวต้านไม่ให้ออกซิเจนหลุดออกจากเม็ดเลือดแดง ทำให้เลือดของเราบริสุทธิ์ และเชื่อว่าซีลีเนียม ป้องกันไม่ให้โลหะหนักบางอย่าง  เช่น ปรอท หรือตะกั่วเป็นพิษต่อร่างกาย และเป็นการป้องกัน โรคหัวใจ ควบคุมความดันโลหิตให้ปกติ ช่วยป้องกันไม่ให้เนื้อเยื่อในร่างกายถูกทำลาย ซึ่งทำให้เกิดเส้นเลือดอุดตันได้
       วิตามินบี1 ชนิดพิเศษชื่อ อัลลิไทอามีน (Alli thiamine) ซึ่งมีผลต่อการทำงานของระบบประสาท และการเผาผลาญคาร์โบไฮเดรท ให้เป็นพลังงานแก่ร่างกาย โดยไม่สะสมในรูปของไขมัน ทำให้เกิดไขมันอุดตันในเส้นเลือด
       นอกจากนี้ นักวิทยาศาสตร์ได้ทำการวิเคราะห์ พบสารตัวอื่นๆ อีกหลายชนิดในกระเทียมซึ่งพอจะสรุปได้ดังนี้
       อัลลิซิน (Allicin) เชื่อว่าสารตัวนี้ทำให้กระเทียมมีคุณสมบัติเป็นยาปฏิชีวนะและแก้อาหารอักเสบได้
       อัลลิอิน (Alliin) สารนี้จะถูกเปลี่ยนโดยเอนไซม์ อัลลิเนส ซึ่งมีอยู่ในกระเทียม และจะทำงานเมื่อกระเทียมถูกทุบหรือสับ สารนี้มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อแบคทีเรียและแก้การอักเสบ
       ไดซัลไฟด์ (Disulfide) เชื่อว่าสารตัวนี้ สามารถลดคอเลสเตอรอลและสารไขมันอื่นๆ ได้
       นอกจากนี้ยังเชื่อว่ามีสารอื่นๆ อีกเช่น สารต้านเม็ดเลือดแตก ซึ่งป้องกันโรคโลหิตจาก สารต้านไขข้ออักเสบ สารปรับระดับน้ำตาลในเลือดซึ่งช่วยในผู้ป่วยเบาหวานได้ สาร Antioxidant ช่วยป้องกันการเน่าเปื่อยของอาหาร สารระงับการแข็งตัวของเลือด ป้องกันโรคหัวใจ เป็นต้น

ผลของกระเทียมต่อสุขภาพ
       การใช้ประโยชน์จากกระเทียมนั้นเป็นที่รู้จักของแพทย์มาตั้งแต่สมัยโบราณมานานกว่า 5,000 ปี ส่วนใหญ่จะใช้กระเทียมสดในการรักษาและบรรเทาอาการของโรคต่างๆ แต่กระเทียมสดจะมีข้อเสียตรงที่มีกลิ่นรุนแรง รสชาติเผ็ดร้อน ทำให้ผู้ป่วยบางคนทนไม่ได้ จึงทำให้การรักษาได้ผลไม่ดีเท่าที่ควร แต่ในปัจจุบันได้มีการสกัดกระเทียมในรูป น้ำมันกระเทียม (Garlic oil) และกระเทียมผง (Garlic powder) หรือเป็นแคปซูล เพื่อสะดวกในการบริโภคไม่มีปัญหาเรื่องรสชาติและกลิ่น ซึ่งประโยชน์ของกระเทียมมีมากมาย สามารถสรุปได้ดังนี้
       - ลดคอเลสเตอรอลในเลือดและไขมันในเลือดให้ลดลงในระดับปกติ
       - ช่วยป้องกันโรคหลอดเลือดอุดตัน และกล้ามเนื้อหัวใจหยุดทำงานแบบเฉียบพลัน
       - ช่วยลดความดันโลหิตสูง ให้อยู่ในระดับปกติได้
       - ช่วยลดและบรรเทาอาหารของโรคระบบทางเดินหายใจต่างๆ  เช่น โรคภูมิแพ้ ไข้หวัด ไอ หืด หลอดลมอักเสบ เจ็บคอ เสียงแหบ
       - ช่วยยับยั้งและฆ่าเชื้อโรค  เช่น แบคทีเรีย ซึ่งเป็นสาเหตุของโรค วัณโรค คอตีบ ปอดบวม ไทฟอยด์ คออักเสบ นอกจากนั้นยังรักษาอาการท้องเสีย และบิดอีกด้วย
       - ช่วยให้ระบบประสาทและสมองทำงานได้ดีขึ้น
       - ช่วยป้องกันการทำลายเนื้อเยื่อต่างๆ ในร่างกายจากอนุมูลอิสระซึ่งเป็นสาเหตุของโรคมะเร็ง
       - ช่วยลดปริมาณน้ำตาลในเลือด (รักษาและป้องกันโรคเบาหวาน) จากการทดลอง พบว่าสารในกระเทียมทำให้มีการกระตุ้นการหลั่งอินซูลินมากขึ้น ซึ่งช่วยในการเผาผลาญน้ำตาลให้มากขึ้นทำให้น้ำตาลในเลือดอยู่ในระดับปกติได้
       - ใช้ขับลม แก้จุกเสียด แน่นท้อง ท้องอืด ท้องเฟ้อ ขับเหงื่อ ขับปัสสาวะ และขับเสมหะ
       - จากข้อมูลข้างต้นจะเห็นว่ากระเทียมเป็นพืชสมุนไพร ที่มีประโยชน์มากมายต่อสุขภาพของผู้บริโภคซึ่งปัจจุบันก็สามารถจะเลือกบริโภคในรูปแบบต่างๆ ได้ตามความชอบ ความสะดวก ถ้าไม่ชอบกลิ่นของกระเทียมสด ก็สามารถรับประทานกระเทียมสกัดทั้งแบบเม็ดและแคปซูลได้เพราะจะไม่มีปัญหาเรื่องกลิ่นและรสชาติที่เผ็ดร้อน ทำให้สะดวกต่อการรับประทานเป็นประจำและยังไม่มีโทษพิษภัยอะไรในการบริโภคอีกด้วย ดังนั้นจึงควรที่จะหันมาบริโภคกระเทียมกันให้มากกว่านี้เพื่อสุขภาพของตัวท่านเองและคนที่ท่านรัก

เลซิติน

โภชนาการรักษาโรค
เลซิติน (Lecithin)
สารมหัศจรรย์
 
เลซิตินคืออะไร
       เลซิติน ชื่อนี้บางคนก็เคยได้ยินมาบ้าง บางคนก็ไม่เคยได้ยินมาเลยว่ามันคืออะไร เราเคยรู้มาว่าน้ำกับน้ำมันไม่มีทางที่จะอยู่ด้วยกันได้ น้ำก็อยู่ส่วนน้ำและน้ำมันหรือไขมันก็จะอยู่กันเอง แต่เลซิตินนี้แหละสามารถทำให้น้ำกับน้ำมันอยู่เป็นเนื้อเดียวกันได้
       เลซิตินเป็นสารที่มีส่วนประกอบซับซ้อนมาก จัดอยู่ในพวกไขมันชนิดหนึ่งที่เรียกว่า Phospholipids (ฟอสฟอไลปิดส์) ประกอบด้วยกลีเซอรอล กรดไขมันชนิดที่ไม่อิ่มตัวเชิงซ้อนที่จำเป็นต่อร่างกาย (Unsaturated fatty acid) ฟอสฟอรัส และวิตามินบี อีก 2 ชนิด คือ โคลีน (Choline) และอิโนสิทอล (Inositol) เลซิตินจัดเป็นสารอาหารไม่ใช่ยาหรือสารเคมี เลซิตินเป็นสารที่พบได้ทั้งในพืชและสัตว์ พบมากในไข่แดง ตับ สมอง ถั่วเหลือง ข้าว เมล็ดทานตะวัน ข้าวโพด ถั่วลิสง ข้าวสาลี ปลาทะเล เป็นต้น
       นอกจากจะได้รับอาหารแล้วพบว่า การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอและการบำรุงสุขภาพร่างกายให้แข็งแรงสม่ำเสมอ จะเป็นการช่วยเพิ่มปริมาณเลซิตินให้กล้ามเนื้ออีกทางหนึ่ง และสารเลซิตินนี้ก็เป็นส่วนประกอบที่สำคัญของผนังเซลล์ทุกชนิดในร่างกาย ทำให้เซลล์และอวัยวะต่างๆ ทำงานได้ตามปกติ

หน้าที่ของเลซิติน
       ปัจจุบันนี้เราทราบกันแล้วว่า เลซิติน เป็นสารที่เป็นส่วนประกอบของเซลล์ในร่างกายของคนเรา ทำให้อวัยวะต่างๆ หลายส่วนในร่างกายทำงานได้อย่างเป็นปกติ  เช่น ตับ เป็นอวัยวะที่ต้องการเลซิตินเมื่อทำงาน น้ำดีก็ต้องการ ถ้าขาดเลซิตินจะทำให้เกิดนิ่วในถุงน้ำดี นอกจากนั้น ยังทำให้น้ำและไขมันรวมตัวได้ สามารถผ่านเข้าออกเซลล์ได้ไม่เกาะตามผนังเส้นเลือด เป็นส่วนประกอบของเซลล์หัวใจและเส้นประสาท ช่วยให้ทำงานอย่างปกติ เป็นส่วนประกอบของเอนไซม์ที่ใช้สลายไขมันให้เป็นหยดเล็กๆ ทำให้ไขมันถูกย่อยและดูดซึมได้ดีขึ้น ลดการเกาะของคอเลสเตอรอลและไขมันตามเส้นเลือด ในตับ หัวใจ จึงลดภาวการณ์เกิดไขมันในเส้นเลือดอุดตันและหัวใจขาดเลือด ซึ่งเป็นผลดีสุขภาพของผู้ที่มีภาวะไขมันในเลือดสูงด้วย

แหล่งของเลซิติน
       ในปัจจุบันอุตสาหกรรมการสกัดเลซิติน เป็นสิ่งที่น่าสนใจเป็นอย่างมาก ทั้งนี้ก็เพราะว่าเลซิตินเป็นสารอาหารที่มีประโยชน์มากมายต่อสุขภาพ การสกัดเลซิตินนั้นส่วนใหญ่ได้จากธรรมชาติ โดยเฉพาะพืชที่ให้น้ำมัน  เช่น เมล็ดถั่วเหลืองหรือในธัญพืชที่ไม่ได้ขัดสีเอาเปลือกออกจนหมด ในวีทเจิร์ม (Wheat germ) ซึ่งมีปริมาณค่อนข้างสูง ในสัตว์จะพบมากในส่วนของตับ หัวใจ ไข่แดง แต่ที่นิยมมากที่สุดคือ จากถั่วเหลือง เพราะเป็นวัตถุดิบที่หาได้ง่าย กรรมวิธีการผลิตไม่ยุ่งยาก เลซิตินที่ได้มีคุณภาพดีมาก การสกัดเลซิตินนั้นทำให้ร่างกายนำไปใช้ประโยชน์ได้เลยในทันที แต่ถ้าได้รับจากอาหารต่างๆ นั้น อาหารที่ต้องผ่านกรรมวิธีแปรรูปต่างๆ จนทำให้เลซิตินถูกทำลายจนหมด ร่างกายจึงไม่ได้รับเลซิตินจากอาหารที่กินเข้าไป

เลซิตินต่อระดับคอเลสเตอรอล
       ไขมันชนิดหนึ่งมีอยู่ในร่างกายของเรา นั่นคือ คอเลสเตอรอล ซึ่งสารตัวนี้เราจะได้รับมาจากอาหาร และในร่างกายของเราสามารถสร้างขึ้นมาเองได้ โดยปกติคอเลสเตอรอลจะทำงานร่วมกับเลซิติน ถ้าสารทั้งสองตัวนี้สมดุลกันก็ไม่มีปัญหาอะไร แต่ถ้าเลซิตินมีน้อยกว่าเมื่อใดจะทำให้เกิดการรวมตัวของไขมันตามส่วนต่างๆ เป็นผลให้เส้นเลือดแคบลงหรือเกิดอุดตันของเส้นเลือด จึงทำให้เส้นโลหิตแข็งตัวและหัวใจวายได้
       เลซิตินจะทำหน้าที่เป็นตัวทำละลายคอเลสเตอรอลในกระแสเลือด โดยจะทำให้ไขมันหรือคอเลสเตอรอลแตกตัวเป็นอนุภาคเล็กๆ ซึ่งสามารถลอยตัวอยู่ในกระแสเลือด โดยไม่ตกตะกอนหรือรวมตัวเป็นก้อนเกาะตามผนังเส้นเลือด

เลซิตินกับความอ้วน
       ถึงแม้ว่าเลซิตินจะเป็นสารพวกไขมันแต่ก็เป็นไขมันที่ถูกดูดซึมได้และสลายตัวได้เอง ไม่เปลี่ยนเป็นพลังงาน นอกจากนี้ยังมีหน้าที่ช่วยให้ร่างกายเผาผลาญย่อยและดูดซึมสารพวกไขมันก่อให้เกิดพลังงานในร่างกายได้ ขณะเดียวกันก็เป็นการกำจัดไขมันไม่ให้ไปพอกตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย  เช่น ต้นขา แขน หน้าท้อง เป็นต้น และยังช่วยดูดซึมวิตามินที่ละลายในไขมันได้แก่ เอ อี ดี ได้อีกด้วย
       ดังนั้นในปัจจุบันยาหรืออาหารเสริมที่ใช้ลดความอ้วนและลดไขมันต่างๆ โดยทั่วไปจะประกอบไปด้วย เลซิติน, ไซเดอร์วินิการ์(น้ำส้มสายชูที่ทำจากน้ำผลไม้), เคลป(เกลือทะเล), วิตามินบี6 ซึ่งจากรายงานการใช้อาหารสูตรนี้จากผู้ที่ต้องการลดน้ำหนักปรากฏว่าได้ผลดี

เลซิตินกับนิ่วในถุงน้ำดี
       กรดน้ำดีที่ร่างกายใช้ย่อยและดูดซึมไขมันในลำไส้เล็ก ประกอบด้วยคอเลสเตอรอลและเลซิตินเป็นส่วนใหญ่ ถ้าทั้ง 2 ตัวมีปริมาณสมดุลกัน ร่างกายก็จะย่อยและใช้ประโยชน์ได้เต็มที่จากไขมัน แต่ถ้ามีเลซิตินน้อยก็จะทำให้คอเลสเตอรอลสูง เนื่องจากน้ำดีไม่สามารถละลายหรือย่อยไขมันได้ ทำให้คอเลสเตอรอลสูง เนื่องจากน้ำดีไม่สามารถละลายหรือย่อยไขมันได้ ทำให้คอเลสเตอรอลรวมตัวกันเป็นก้อน กลายเป็นนิ่วในถุงน้ำดี
       ดังนั้นเลซิตินจังเป็นสารที่ช่วยป้องกันการเกิดนิ่วในถุงน้ำดี และลดปัญหาท้องเสียและถ่ายอุจจาระที่มีไขมันปนออกมาได้เป็นอย่างดี

ผลของเลซิตินต่อสมอง
       เลซิติน เป็นสารที่มีผลต่อสมองและระบบประสาทของเราเป็นอย่างมาก เมื่อเรารับประทานเลซิตินเข้าไปแล้วร่างกายจะเปลี่ยนเลซิตินเป็นสารที่ชื่อ โคลีน และสารโคลีนก็จะถูกเปลี่ยนเป็นสารชื่อ อะซิติลโคลีน (Acetylcholine) ซึ่งเป็นสารที่ทำหน้าที่หล่อเลี้ยงเซลล์ประสาทช่วยให้การสื่อสารของประสาททำงานดีขึ้น ช่วยในการบำรุงสมอง ทำให้วงจรความจำและการเรียนรู้ดีขึ้น ไม่หลงลืมอะไรง่ายๆ ถ้าเซลล์ประสาทของเราขาดสารนี้จะทำให้เซลล์ประสาทตายไปเรื่อยๆ มีผลทำให้เป็นคนขี้หลงขี้ลืมและความจำเสื่อมได้
       ในการวิจัยที่ผ่านมาได้มีการทดลองเอาเนื้อเยื่อสมองไปเลี้ยงในจานทดลองปรากฏว่าเนื้อเยื่อสมองสามารถเจริญเติบโตได้ดีในสารอะซิติลโคลีนดังนั้นจึงได้มีการนำสารนี้ไปใช้ในการรักษาผู้ป่วยที่เป็นโรคพิการทางสมองและผู้ป่วยโรคสมองเสื่อมก่อนวัย และนำไปใช้ในการเสริมอาหารในเด็กๆ เพื่อช่วยในการเรียนรู้และเสริมสร้างความจำอีกด้วย

ผลของเลซิตินต่อสุขภาพด้านอื่นๆ และความงาม
       - ช่วยบำรุงตับในการกำจัดสารพิษ กำจัดไขมันส่วนเกินได้ดีขึ้น และยังช่วยไม่ให้ไขมันไปแทรกในเนื้อตับ อันทำให้เกิดไขมันในตับ (fatty liver) ทำให้ตับเสื่อมสภาพการทำงานและยังช่วยป้องกันการเกิดมะเร็งในตับอีกด้วย
      - ใช้เป็นอาหารสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน และเป็นสารที่ช่วยป้องกันกลุ่มอาการแทรกซ้อน  เช่น ไขมันไปพอกที่ตับ ภาวะคอเลสเตอรอลและไขมันในเลือดสูงทำให้ตับเสื่อม
       - กรดไขมันไม่อิ่มตัวชื่อ ไลโนเลอิก (linoleic) ในเลซิตินจะช่วยพัฒนาด้านการเจริญเติบโตของเด็กๆ ให้ดียิ่งขึ้น
       - กรดไขมันบางชนิดในเลซิติน ช่วยหล่อเลี้ยงและบำรุงผิวพรรณให้นุ่มนวลสดใส ปราศจากริ้วรอย เหี่ยว-ย่น ช่วยรักษาโรคเรื้อนกวางผิวแตกกระแห่งโรคผื่นแพ้ หน้ามัน และสิวได้อย่างดี

ความจำเป็นที่ต้องรับประทานเลซิติน ?
       โดยปกติในอาหารที่รับประทานกันอยู่ทุกวันนี้เราก็ได้รับสารเลซิตินอยู่บ้างแล้ว ซึ่งอาหารแต่ละชนิดจะมีปริมาณของสารนี้แตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับชนิดและปริมาณของอาหารที่รับประทานเข้าไป อาหารที่มีเลซิตินเป็นส่วนประกอบตัวอย่างเช่น ไข่แดง ตับ ถั่วต่างๆ ธัญพืช วีทเจิร์ม เป็นต้น
       จากการพิสูจน์หาปริมาณเลซิตินในอาหารพบว่า ในไข่แดงมีปริมาณสูงที่สุดประมาณ 10-20% และในอาหารอื่นๆ มีมากน้อยตามลำดับ จากรายงานการวิจัยพบว่าบุคคลที่ต้องการเลซิตินมากเป็นพิเศษได้แก่ วัยเด็กตั้งแต่แรกเกิดจนถึงอายุ 10-12 ปี เพราะร่างกายเด็กต้องการเลซิตินไปใช้ในการสร้างเซลล์ต่างๆ ของร่างกาย ช่วยในการเสริมสร้างความจำและการเรียนรู้ นอกจากนั้นบุคคลที่มีปัญหาเรื่องน้ำหนักตัวมาก และวัยสูงอายุก็ต้องการมากเช่นกัน เพราะจะช่วยในการป้องกันโรคความจำเสื่อมก่อนวัยและช่วยในการละลายไขมันด้วย
       ดังนั้นจึงมีการรณรงค์ให้หันมากินไข่เพิ่มมากขึ้นเพื่อจะทำให้ได้รับเลซิตินมากด้วยจะเห็นได้ว่าการจะรับประทานอาหารเพื่อให้ได้เลซิตินที่เพียงพอกับความต้องการนั้นเป็นเรื่องยาก นอกจากนั้นแล้วกรรมวิธีในการปรุงอาหารต่างๆ  เช่น ต้ม ทอด ย่าง ก็ทำให้เลซิตินถูกทำลายไปอาจจะเหลือเพียงเล็กน้อย ทำให้ร่างกายขาดเลซิตินและเกิดเป็นโรคดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น ดังนั้นการรับประทานเลซิตินสกัดจึงเป็นทางเลือกที่ดี ทำให้เราได้รับเลซิตินเพียงพอ สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้เต็มที่ เลซิตินที่สกัดส่วนใหญ่นั้นนิยมสกัดมาจากถั่วเหลือง ซึ่งเป็นพืชที่มีสารอาหารที่มีประโยชน์มาก มีผลข้างเคียงน้อยและที่สำคัญไม่มีคอเลสเตอรอลอยู่เลย จึงไม่มีปัญหาเรื่องคอเลสเตอรอลในเลือด
       อย่างไรก็ดีการรับประทานอาหารตามธรรมชาติให้ครบ 5 หมู่ทุกวันและการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ทำจิตใจให้สดชื่นแจ่มใสอยู่เสมอ เพียงแค่นี้เราก็มีสุขภาพที่สมบูรณ์แข็งแรงได้