Wednesday, 9 May 2012

วิตามินอี


โภชนาการรักษาโรค
วิตามินอี

วิตามินอี (Vitamin E)
       วิตามินอี รู้จักในนานวิตามินที่ป้องกันการเป็นหมัน (Antisterility vitamin) มีคุณสมบัติเป็นน้ำมันสีเหลืองอ่อน ไม่ละลายน้ำแต่ละลายได้ในไขมันและตัวทำละลายไขมัน สามารถทนต่อกรดและความร้อน ในขณะที่ไม่มีออกซิเจน แต่ถูกทำลายได้ง่ายด้วยด่าง นอกจานั้นแล้ววิตามินอี ซึ่งเป็นสารที่สามารถรวมตัวกับออกซิเจนได้อย่างรวดเร็ว จึงสามารถใช้เป็นสารป้องกันการเติมออกซิเจน (Antioxidant) หรือใช้ป้องกันไม่ให้ไขมันเหม็นหืนและป้องกันไม่ให้วิตามินเอ และ ซี สลายตัว

การดูดซึมของวิตามินอี
       การดูดซึมวิตามินอี เกิดขึ้นที่ลำไส้เล็ก อัตราการดูดซึมไม่สูงมากนัก ประมาณ 20-50% ถ้าร่างกายได้รับวิตามินอี ปริมาณสูงจะทำให้อัตราการดูดซึมลดลง ถ้ามีไขมันรวมอยู่อัตราการดูดซึมจะดีขึ้น โดยเฉพาะไขมันชนิดโซ่คาร์บอนปานกลาง (MCT) ตรงกันข้ามกรดไขมันชนิด PUFA จะยับยั้งหรือลดอัตราการดูดซึมของวิตามินอี
          การขับถ่ายวิตามินอีจะถูกขับออกทางปัสสาวะในปริมาณที่น้อยมาก น้อยกว่า 1% ของที่ได้รับจากอาหารในแต่ละวันแต่จะขับถ่ายออกทางอุจจาระเป็นส่วนใหญ่

ประโยชน์ของวิตามินอี
       1.เป็นสารป้องกันออกซิเดชั่นของไขมัน โดยเฉพาะไขมันชนิด PUFA ทำให้เกิดสารเปอร์ออกไซด์ ซึ่งเป็นพิษต่อเยื้อหุ้มเซลล์ทำให้เซลล์ถูกทำลายง่าย
           2.ทำหน้าที่เกี่ยวกับระบบสืบพันธุ์ โดยป้องกันการเป็นหมัน
           3.ใช้รักษารอยแผลที่เกิดจากสิว
           4.เป็นสารที่ช่วยชะลอความแก่ชราและป้องกันเซลล์ หรือเนื้อเยื่อในร่างกายไม่ให้ถูกอนุมูลอิสระ (Free Radical) ทำลาย
           5.เป็นส่วนประกอบ (Cofactor) ของเอนไซน์ในระบบขนส่งอิเล็กตรอนในกระบวนการหายใจของเซลล์

ความต้องการวิตามินอี
       คณะกรรมการทางด้านอาหารและโภชนาการของสหรัฐอเมริกาได้แนะนำไว้ว่า

          ทั้งนี้อาจขึ้นอยู่กับขนาดและภาวะความต้องการของร่างกายด้วย ความต้องการวิตามินอี ควรสูงกว่าปริมาณที่กำหนด ถ้าร่างกายได้รับกรดไขมันที่ไม่อิ่มตัวมาก (PUFA) ทั้งนี้เพราะวิตามินอีส่วนหนึ่งจะถูกนำไปใช้ในการป้องกันไม่ให้กรดไขมันอิ่มตัวถูกออกซิไดส์ไปเป็นเปอร์ออกไซด์

ผลของการขาด วิตามินอี
       จากการศึกษาไม่พบปัญหาการขาดในคนปกติแต่อาจพบได้ในกรณีดังต่อไปนี้
          1.เด็กที่คลอดก่อนกำหนด น้ำหนักแรกคลอดต่ำมาก จะมีระดับวิตามินอีในเลือดต่ำ การดูดซึมไขมันลดลง ทำให้ไม่สามารถดูดซึมและใช้ประโยชน์วิตามินอีได้ ทำให้เกิดภาวะโลหิตจาก เนื่องจากเม็ดเลือดแดงแตกง่าย
          2.เด็กคลอดก่อนกำหนด เลี้ยงด้วยนมวัวที่มีกรดไขมันอิ่มตัวสูง จะเกิดอาการบวมซีด เม็ดเลือดแดงแตกง่ายกว่าปกติ สมาคมกุมารแพทย์ของสหรัฐฯเสนอแนะว่า เด็กที่คลอดก่อนกำหนดควรเลี้ยงด้วยนมเสริมวิตามินอี 0.7 หน่ายสากลต่อ 100 กิโลแคลอรี่

แหล่งอาหารที่ให้วิตามินอี
       พบในน้ำมันพืชต่างๆ โดยเฉพาะน้ำมันเมล็ดพืชที่มีกรดไขมันชนิด PUFA มาก มักมีสัดส่วนของวิตามินอีและกรดไลโนอิกพอี ที่จะป้องกันการหืนของน้ำมัน น้ำมันที่มีวิตามินมากได้แก่ น้ำมันเมล็ดข้าวสาลีที่งอกใหม่ (Wheat Germ Oil) และน้ำมันพืชที่มีกรดไขมัน PUFA มากๆ ก็จะมีวิตามินอีมากด้วย นอกจากนี้ยังพบในผักใบเขียว ธัญพืช อาหารที่มาจากสัตว์จะมิวิตามินอี ต่ำกว่าพืชแต่ก็เป็นแหล่งอาหารที่ให้วิตามินอีได้ดี  เช่น ตับ หัวใจ ไต และนม

กรดแพนโทเทนิก


โภชนาการรักษาโรค
กรดแพนโทเทนิก

กรดแพนโทเทนิก (Vitamin B5)
       กรดแพนโทเทนิกมาจากภาษากรีกแปลว่า เกิดขึ้นทุกหนทุกแห่ง กรดนี้ อาร์ เว วิลเลี่ยมค้นพบในปี ค.ศ. 1933 และมีผู้สังเคราะห์ขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1940 กรดนี้มีลักษณะเป็นของเหลวข้น สีเหลือง ละลายได้ดีในน้ำ สลายตัวง่ายเมื่อได้รับความร้อน กรด และด่าง ในธรรมชาติมักเกิดในรูปเกลือแคลเซียม

การดูดซึมของกรดแพนโทเทนิก
       ร่างกายจะดูดซึมกรดแพนโทเทนิกที่ลำไส้เล็กเข้าไปในร่างกาย เนื้อเยื่อต่างๆ สามารถเปลี่ยนให้เป็น Coenzyme A ได้ การขับถ่ายส่วนมากจะถูกขับถ่ายออกทางปัสสาวะ ส่วนน้อยที่จะขับออกทางเหงื่อและทางน้ำนม เด็กแรกเกิดมีระดับกรดแพนโทเทนิกในเลือดสูงกว่าแม่ประมาณ 5 เท่า

ประโยชน์ของกรดแพนโทเทนิก
       1.เป็นส่วนประกอบของโคเอนไซม์ เอ (COA) ซึ่งจำเป็นในการสร้างพลังงานจากสารโปรตีน คาร์โบไฮเดรท และไขมัน
           2.เป็นวิตามินต่อต้านความเครียด
           3.ป้องกันผมร่วง และสีผมจางลง
           4.จำเป็นต่อการทำงานของต่อมหมวกไต ในการผลิตคอร์ติโซน และฮอร์โมนอื่นๆ
           5.ช่วยในการสร้างแอนติบอดี้เป็นไปตามปกติ

ความต้องการกรดแพนโทเทนิก
       อาหารทั่วไปมีกรดนี้ประมาณ 6-20 มิลลิกรัม นอกจากนี้ อาจได้รับจากการสังเคราะห์ของแบคทีเรีย เด็กและผู้ใหญ่ควรรับประทานกรดนี้ วันละ 5-10 มิลลิกรัม หญิงมีครรภ์และให้นมบุตรควรรับประทานเท่าคนปกติ นมแม่มีกรดนี้ลิตรละ 2 มิลลิกรัม ส่วนนมวัวมีลิตรละ 3.5 มิลลิกรัม

ผลของการขาดกรดแพนโทเทนิก
       อาการของการขาดกรดแพนโทเทนิกมักไม่แสดงออกชัดเจนนัก จากผลการทดลองที่ได้ ทดลองในคนโดยให้รับประทานอาหารที่ขาดกรดแพนโทเทนิกรวมทั้งได้เติมกรดโอเมก้า-เมทิล แพนโทเทนิก (Methyl pantothenic acid) ซึ่งเป็นสาเหตุต้านฤทธิ์ (Antagonist) เข้าไปด้วยจะพบว่ามีความผิดปกติเกิดขึ้นและมีอาการดังนี้ คือ เบื่ออาหาร (Loss Appetite) อาหารไม่ย่อย ปวดท้อง ซึมเศร้า จิตใจหดหู่ มีความผิดปกติทางจิต (Mental Depression) ที่อาจทำให้เสียสติได้ ปลายประสาทอักเสบ (Peripheal Neuritis) จะรู้สึกปวดชาบริเวณ แขน ขา และร้อนวูบวาบบริเวณ ปลายเท้า มีอาการนอนไม่หลับ (Insomnia) และเป็นโรคติดเชื้อขอบระบบทางเดินหายใจ (Respiratory Infections) ผู้ป่วยเหล่านี้มักจะมีความไวต่ออินซูลินเพิ่มขึ้น (Increased sensitive to insulin) และพบว่าเม็ดเลือดแดงจะมีการตกตะกอนสูงขึ้น (Increased sedimecntation rate of erythrocytes) นอกจากนี้การสร้างแอนติบอดี้จะลดลงกว่าปกติมาก

แหล่งอาหารที่ให้กรดแพนโทเทนิก
       กรดแพนโทเทนิกที่มีอยู่ในเนื้อของสัตว์ ส่วนใหญ่จะพบอยู่ในรูปของโคเอนไซม์เอ ซึ่งมีกระจายอยู่ในอาหารทั่วๆ ไปตามความหมายของชื่อกรดชนิดนี้  เช่น จะพบอยู่ในอาหารที่ได้จากสัตว์และพวกธัญพืช มีอยู่มากเป็นพิเศษในยีสน์ ตับ และไข่แดง พวกเนื้อสัตว์ชนิดต่างๆ ก็จัดเป็นอาหารที่ให้กรดแพนโทเทนิกสูง ส่วนนมสด ผัก ผลไม้ จะมีเพียงเล็กน้อยประมาณ 50% ของกรดแพนโทเทนิก จากส่วนของผิวนอกของเมล็ดธัญพืชจะสูญเสียไปกับการขัดสี รวมทั้งกระบวนการที่ใช้การอบและตากแห้งก็มีส่วนที่ทำให้สูญเสียวิตามินไปได้มากเช่นเดียวกัน

Saturday, 5 May 2012

ไนอาซินาไมด์

โภชนาการรักษาโรค
ไนอาซินาไมด์

ไนอาซินาไมด์ (Vitamin B3)
       ไนอาซินาไมด์ เป็นผลึกรูปเข็มไม่มีรสขม ละลายได้ง่ายในน้ำร้อน รูปที่เป็น Amide หรือ Nicotinamide ละลายได้ง่ายกว่ารูปที่เป็นกรดนิโคทินิก (Nicotinic acid) หรือ ไนอาซิน

การดูดซึมของไนอาซินาไมด์
       กรดนิโคตินิก และนิโคตินาไมด์ ในอาหารจะถูกดูดซึมได้ง่ายที่ลำไส้เล็ก เมื่อเข้าไปในร่างกายเนื้อเยื่อต่างๆ จะนำไปสังเคราะห์ NAD (Nicotinamide Adenine Dinucleotide) และ NADP (Nicotinamide Adenine Dinucleotide Phosphate) Niacin ส่วนที่มากเกินความต้องการของร่างกายจะถูกกำจัดออกมาทางปัสสาวะ ร่างกายมนุษย์สามารถสังเคราะห์ไนอาซินได้เองจาก Tryptophan โดยที่ 60 มิลลิกรัมของ Tryptophan จะได้ ไนอาซิน 1 มิลลิกรัม

ประโยชน์ของไนอาซินนาไมด์
       1.เป็นส่วนประกอบของ Coenzyme ซึ่งเกี่ยวข้องกับปฏิกิริยาหลายอย่างในร่างกาย  เช่น ช่วยในการแตกตัวของน้ำย่อย และใช้โปรตีน ไขมัน และคาร์โบไฮเดรท
          2.ช่วยบำรุงสมองและประสาท
          3.ช่วยรักษาสุขภาพของผิวหนังลิ้น และเนื้อเยื่อของระบบย่อยอาหาร
          4.จำเป็นสำหรับ การสังเคราะห์ฮอร์โมนเพศ
          5.ช่วยลดระดับ Cholesterol ในเลือด

ความต้องการไนอาซินาไมด์
       ความต้องการไนอาซินาไมด์ขึ้นอยู่กับปริมาณแคลอรี่และโปรตีนที่รับประทาน National Research Council แนะนำว่าปริมาณที่ควรจะได้รับ ให้ยึดเอาปริมาณแคลอรี่ที่บริโภค คือ 6.6 มิลลิกรัม ต่อ 1,000 กิโลแคลอรี่ต่อวัน และเนื่องจาก Tryptophan สามารถเปลี่ยนไปเป็นไนอาซินาไมด์ได้โดยที่ 60 มิลลิกรัมของ Tryptophan จะให้ Niacin 1 มิลลิกรัม

ปริมาณที่แนะนำให้บริโภคแต่ละวัน คือ
 
       เมื่อการเผาผลาญเพิ่มขึ้น ความต้องการไนอาซินาไมด์จะเพิ่มขึ้น  เช่น เป็นไข้ บาดเจ็บ เด็กในระยะกำลังเจริญเติบโตและหลังจากออกกำลังกาย

ผลของการขาดไนอาซินาไมด์
       การขาดไนอาซินาไมด์ ทำให้เกิดโรคเพลลากรา (Pellagra) ซึ่งมีอาการเริ่มแรก คือ อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร นอนไม่หลับ น้ำหนักตัวลด ปวดแสบปวดร้อนปาก ปวดศีรษะ ปวดหลัง ต่อมามีอาการมากขึ้น คือ
         1.มีอาการอักเสบของปาก ลิ้นและลำคอ ตลอดลงไปในทางเดินอาหาร ลิ้นและริมฝีปากแดง จะทำให้รับประทานและกลืนอาหารลำบาก
         2.อาจมีอาการหลั่งกรดเกลือในกระเพาะอาหารลดน้อยลงและมีอาการซีด ซึ่งคล้ายๆ กับเป็นโรคโลหิตจางชนิด เพอร์นิเชียส (Pernicious anemia)
         3.มีอาการคลื่นไส้ อาเจียน และท้องร่วงอย่างรุนแรงตามมา
         4.มีอาการผิวหนังอักเสบนอกร่มผ้า  เช่น ตามบริเวณหลังมือ ปลายแขน ข้อศอก หลังเท้า ขา หัวเข่า และลำคอ อาการผิวหนังอักเสบเริ่มต้นด้วย ผิวหนังแดง บวมเล็กน้อย และอ่อนนุ่มคล้ายกับโดนแดดเผาถ้าไม่รีบรักษาผิวหนังจะหยาบ แห้งแตกเป็นเกร็ดและลอก ถ้าถูกแสงแดดหรือถูกความร้อน จะทำให้ผิวหนังอักเสบมากขึ้น
         5.มีอาการทางระบบประสาท ได้แก่ ความคิดสับสน มึนงง ความจำเสื่อม ตื่นเต้นง่าย ฟุ้งซ่าน ขาดสมาธิ จิตใจหดหู่ เพ้อและประสาทหลอน ถ้ามีอาการรุนแรงมากก็ถึงขั้นเสียชีวิต
         โรคเพลลากรานี้รู้จักกันดีว่าเป็นโรค 4 DS Disease ซึ่งหมายถึง มีอาการสำคัญ 4 DS คือ ผิวหนังอักเสบนอกร่มผ้า (Dermatitis) อาการท้องเสีย (Diarrhea) อาการทางจิตและประสาท (Dementia) และตาย (Death)

แหล่งอาหารที่ให้ไนอาซินาไมด์
       วิตามินนี้สามารถสังเคราะห์ได้โดยบัคเตรีในลำไส้ใหญ่ แต่ปริมาณที่สังเคราะห์ได้ไม่พอกับความต้องการของคน ต้องรับประทานจากอาหาร อาหารที่มีไนอาซินาไมด์มาก คือ ตับ เนื้อสัตว์ เป็ด ไก่ ยีสต์ ปลา ถั่วเมล็ดแห้ง และเครื่องในสัตว์ อาหารจากพืชมีไนอาซินาไมด์น้อยกว่าอาหารที่มาจากสัตว์ อาหารพวกนมมีไนอาซินาไมด์น้อยก็จริง แต่มีทริปโตเฟนมาก จึงเป็นแหล่งเกิดของไนอาซินาไมด์ทางอ้อม อาหารพวกข้าวทุกชนิดมีไนอาซินาไมด์มาก ยกเว้นข้าวโพด ข้าวโพดมีไนอาซินาไมด์และทริปโตเฟนต่ำกว่าข้าวชนิดอื่น นอกจากนี้ไนอาซินาไมด์ในข้าวโพดยังเป็นชนิดที่ไม่มีอิสระหรือรวมอยู่กับสารอื่น ทำให้ใช้ประโยชน์ไม่ได้เต็มที่