โภชนาการรักษาโรค
เลซิติน
(Lecithin)
สารมหัศจรรย์
เลซิตินคืออะไร
เลซิติน
ชื่อนี้บางคนก็เคยได้ยินมาบ้าง บางคนก็ไม่เคยได้ยินมาเลยว่ามันคืออะไร
เราเคยรู้มาว่าน้ำกับน้ำมันไม่มีทางที่จะอยู่ด้วยกันได้
น้ำก็อยู่ส่วนน้ำและน้ำมันหรือไขมันก็จะอยู่กันเอง
แต่เลซิตินนี้แหละสามารถทำให้น้ำกับน้ำมันอยู่เป็นเนื้อเดียวกันได้
เลซิตินเป็นสารที่มีส่วนประกอบซับซ้อนมาก
จัดอยู่ในพวกไขมันชนิดหนึ่งที่เรียกว่า Phospholipids (ฟอสฟอไลปิดส์)
ประกอบด้วยกลีเซอรอล กรดไขมันชนิดที่ไม่อิ่มตัวเชิงซ้อนที่จำเป็นต่อร่างกาย (Unsaturated
fatty acid) ฟอสฟอรัส และวิตามินบี อีก 2 ชนิด คือ โคลีน (Choline) และอิโนสิทอล (Inositol)
เลซิตินจัดเป็นสารอาหารไม่ใช่ยาหรือสารเคมี
เลซิตินเป็นสารที่พบได้ทั้งในพืชและสัตว์ พบมากในไข่แดง ตับ สมอง ถั่วเหลือง ข้าว
เมล็ดทานตะวัน ข้าวโพด ถั่วลิสง ข้าวสาลี ปลาทะเล เป็นต้น
นอกจากจะได้รับอาหารแล้วพบว่า
การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอและการบำรุงสุขภาพร่างกายให้แข็งแรงสม่ำเสมอ
จะเป็นการช่วยเพิ่มปริมาณเลซิตินให้กล้ามเนื้ออีกทางหนึ่ง
และสารเลซิตินนี้ก็เป็นส่วนประกอบที่สำคัญของผนังเซลล์ทุกชนิดในร่างกาย
ทำให้เซลล์และอวัยวะต่างๆ ทำงานได้ตามปกติ
หน้าที่ของเลซิติน
ปัจจุบันนี้เราทราบกันแล้วว่า
เลซิติน เป็นสารที่เป็นส่วนประกอบของเซลล์ในร่างกายของคนเรา ทำให้อวัยวะต่างๆ
หลายส่วนในร่างกายทำงานได้อย่างเป็นปกติ
เช่น ตับ เป็นอวัยวะที่ต้องการเลซิตินเมื่อทำงาน น้ำดีก็ต้องการ
ถ้าขาดเลซิตินจะทำให้เกิดนิ่วในถุงน้ำดี นอกจากนั้น ยังทำให้น้ำและไขมันรวมตัวได้
สามารถผ่านเข้าออกเซลล์ได้ไม่เกาะตามผนังเส้นเลือด
เป็นส่วนประกอบของเซลล์หัวใจและเส้นประสาท ช่วยให้ทำงานอย่างปกติ
เป็นส่วนประกอบของเอนไซม์ที่ใช้สลายไขมันให้เป็นหยดเล็กๆ
ทำให้ไขมันถูกย่อยและดูดซึมได้ดีขึ้น ลดการเกาะของคอเลสเตอรอลและไขมันตามเส้นเลือด
ในตับ หัวใจ จึงลดภาวการณ์เกิดไขมันในเส้นเลือดอุดตันและหัวใจขาดเลือด
ซึ่งเป็นผลดีสุขภาพของผู้ที่มีภาวะไขมันในเลือดสูงด้วย
แหล่งของเลซิติน
ในปัจจุบันอุตสาหกรรมการสกัดเลซิติน
เป็นสิ่งที่น่าสนใจเป็นอย่างมาก
ทั้งนี้ก็เพราะว่าเลซิตินเป็นสารอาหารที่มีประโยชน์มากมายต่อสุขภาพ
การสกัดเลซิตินนั้นส่วนใหญ่ได้จากธรรมชาติ โดยเฉพาะพืชที่ให้น้ำมัน เช่น
เมล็ดถั่วเหลืองหรือในธัญพืชที่ไม่ได้ขัดสีเอาเปลือกออกจนหมด ในวีทเจิร์ม (Wheat
germ) ซึ่งมีปริมาณค่อนข้างสูง ในสัตว์จะพบมากในส่วนของตับ หัวใจ
ไข่แดง แต่ที่นิยมมากที่สุดคือ จากถั่วเหลือง เพราะเป็นวัตถุดิบที่หาได้ง่าย
กรรมวิธีการผลิตไม่ยุ่งยาก เลซิตินที่ได้มีคุณภาพดีมาก
การสกัดเลซิตินนั้นทำให้ร่างกายนำไปใช้ประโยชน์ได้เลยในทันที
แต่ถ้าได้รับจากอาหารต่างๆ นั้น อาหารที่ต้องผ่านกรรมวิธีแปรรูปต่างๆ
จนทำให้เลซิตินถูกทำลายจนหมด ร่างกายจึงไม่ได้รับเลซิตินจากอาหารที่กินเข้าไป
เลซิตินต่อระดับคอเลสเตอรอล
ไขมันชนิดหนึ่งมีอยู่ในร่างกายของเรา
นั่นคือ คอเลสเตอรอล ซึ่งสารตัวนี้เราจะได้รับมาจากอาหาร
และในร่างกายของเราสามารถสร้างขึ้นมาเองได้ โดยปกติคอเลสเตอรอลจะทำงานร่วมกับเลซิติน
ถ้าสารทั้งสองตัวนี้สมดุลกันก็ไม่มีปัญหาอะไร
แต่ถ้าเลซิตินมีน้อยกว่าเมื่อใดจะทำให้เกิดการรวมตัวของไขมันตามส่วนต่างๆ
เป็นผลให้เส้นเลือดแคบลงหรือเกิดอุดตันของเส้นเลือด
จึงทำให้เส้นโลหิตแข็งตัวและหัวใจวายได้
เลซิตินจะทำหน้าที่เป็นตัวทำละลายคอเลสเตอรอลในกระแสเลือด
โดยจะทำให้ไขมันหรือคอเลสเตอรอลแตกตัวเป็นอนุภาคเล็กๆ
ซึ่งสามารถลอยตัวอยู่ในกระแสเลือด
โดยไม่ตกตะกอนหรือรวมตัวเป็นก้อนเกาะตามผนังเส้นเลือด
เลซิตินกับความอ้วน
ถึงแม้ว่าเลซิตินจะเป็นสารพวกไขมันแต่ก็เป็นไขมันที่ถูกดูดซึมได้และสลายตัวได้เอง
ไม่เปลี่ยนเป็นพลังงาน นอกจากนี้ยังมีหน้าที่ช่วยให้ร่างกายเผาผลาญย่อยและดูดซึมสารพวกไขมันก่อให้เกิดพลังงานในร่างกายได้
ขณะเดียวกันก็เป็นการกำจัดไขมันไม่ให้ไปพอกตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย เช่น ต้นขา แขน หน้าท้อง เป็นต้น
และยังช่วยดูดซึมวิตามินที่ละลายในไขมันได้แก่ เอ อี ดี ได้อีกด้วย
ดังนั้นในปัจจุบันยาหรืออาหารเสริมที่ใช้ลดความอ้วนและลดไขมันต่างๆ
โดยทั่วไปจะประกอบไปด้วย เลซิติน, ไซเดอร์วินิการ์(น้ำส้มสายชูที่ทำจากน้ำผลไม้),
เคลป(เกลือทะเล), วิตามินบี6 ซึ่งจากรายงานการใช้อาหารสูตรนี้จากผู้ที่ต้องการลดน้ำหนักปรากฏว่าได้ผลดี
เลซิตินกับนิ่วในถุงน้ำดี
กรดน้ำดีที่ร่างกายใช้ย่อยและดูดซึมไขมันในลำไส้เล็ก
ประกอบด้วยคอเลสเตอรอลและเลซิตินเป็นส่วนใหญ่ ถ้าทั้ง 2 ตัวมีปริมาณสมดุลกัน ร่างกายก็จะย่อยและใช้ประโยชน์ได้เต็มที่จากไขมัน
แต่ถ้ามีเลซิตินน้อยก็จะทำให้คอเลสเตอรอลสูง
เนื่องจากน้ำดีไม่สามารถละลายหรือย่อยไขมันได้ ทำให้คอเลสเตอรอลสูง
เนื่องจากน้ำดีไม่สามารถละลายหรือย่อยไขมันได้ ทำให้คอเลสเตอรอลรวมตัวกันเป็นก้อน
กลายเป็นนิ่วในถุงน้ำดี
ดังนั้นเลซิตินจังเป็นสารที่ช่วยป้องกันการเกิดนิ่วในถุงน้ำดี
และลดปัญหาท้องเสียและถ่ายอุจจาระที่มีไขมันปนออกมาได้เป็นอย่างดี
ผลของเลซิตินต่อสมอง
เลซิติน
เป็นสารที่มีผลต่อสมองและระบบประสาทของเราเป็นอย่างมาก
เมื่อเรารับประทานเลซิตินเข้าไปแล้วร่างกายจะเปลี่ยนเลซิตินเป็นสารที่ชื่อ โคลีน
และสารโคลีนก็จะถูกเปลี่ยนเป็นสารชื่อ อะซิติลโคลีน (Acetylcholine)
ซึ่งเป็นสารที่ทำหน้าที่หล่อเลี้ยงเซลล์ประสาทช่วยให้การสื่อสารของประสาททำงานดีขึ้น
ช่วยในการบำรุงสมอง ทำให้วงจรความจำและการเรียนรู้ดีขึ้น ไม่หลงลืมอะไรง่ายๆ
ถ้าเซลล์ประสาทของเราขาดสารนี้จะทำให้เซลล์ประสาทตายไปเรื่อยๆ
มีผลทำให้เป็นคนขี้หลงขี้ลืมและความจำเสื่อมได้
ในการวิจัยที่ผ่านมาได้มีการทดลองเอาเนื้อเยื่อสมองไปเลี้ยงในจานทดลองปรากฏว่าเนื้อเยื่อสมองสามารถเจริญเติบโตได้ดีในสารอะซิติลโคลีนดังนั้นจึงได้มีการนำสารนี้ไปใช้ในการรักษาผู้ป่วยที่เป็นโรคพิการทางสมองและผู้ป่วยโรคสมองเสื่อมก่อนวัย
และนำไปใช้ในการเสริมอาหารในเด็กๆ
เพื่อช่วยในการเรียนรู้และเสริมสร้างความจำอีกด้วย
ผลของเลซิตินต่อสุขภาพด้านอื่นๆ และความงาม
- ช่วยบำรุงตับในการกำจัดสารพิษ
กำจัดไขมันส่วนเกินได้ดีขึ้น และยังช่วยไม่ให้ไขมันไปแทรกในเนื้อตับ
อันทำให้เกิดไขมันในตับ (fatty liver) ทำให้ตับเสื่อมสภาพการทำงานและยังช่วยป้องกันการเกิดมะเร็งในตับอีกด้วย
- ใช้เป็นอาหารสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน
และเป็นสารที่ช่วยป้องกันกลุ่มอาการแทรกซ้อน
เช่น ไขมันไปพอกที่ตับ ภาวะคอเลสเตอรอลและไขมันในเลือดสูงทำให้ตับเสื่อม
-
กรดไขมันไม่อิ่มตัวชื่อ ไลโนเลอิก (linoleic) ในเลซิตินจะช่วยพัฒนาด้านการเจริญเติบโตของเด็กๆ
ให้ดียิ่งขึ้น
-
กรดไขมันบางชนิดในเลซิติน ช่วยหล่อเลี้ยงและบำรุงผิวพรรณให้นุ่มนวลสดใส
ปราศจากริ้วรอย เหี่ยว-ย่น ช่วยรักษาโรคเรื้อนกวางผิวแตกกระแห่งโรคผื่นแพ้ หน้ามัน
และสิวได้อย่างดี
ความจำเป็นที่ต้องรับประทานเลซิติน ?
โดยปกติในอาหารที่รับประทานกันอยู่ทุกวันนี้เราก็ได้รับสารเลซิตินอยู่บ้างแล้ว
ซึ่งอาหารแต่ละชนิดจะมีปริมาณของสารนี้แตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับชนิดและปริมาณของอาหารที่รับประทานเข้าไป
อาหารที่มีเลซิตินเป็นส่วนประกอบตัวอย่างเช่น ไข่แดง ตับ ถั่วต่างๆ ธัญพืช วีทเจิร์ม
เป็นต้น
จากการพิสูจน์หาปริมาณเลซิตินในอาหารพบว่า
ในไข่แดงมีปริมาณสูงที่สุดประมาณ 10-20% และในอาหารอื่นๆ
มีมากน้อยตามลำดับ
จากรายงานการวิจัยพบว่าบุคคลที่ต้องการเลซิตินมากเป็นพิเศษได้แก่
วัยเด็กตั้งแต่แรกเกิดจนถึงอายุ 10-12 ปี
เพราะร่างกายเด็กต้องการเลซิตินไปใช้ในการสร้างเซลล์ต่างๆ ของร่างกาย
ช่วยในการเสริมสร้างความจำและการเรียนรู้
นอกจากนั้นบุคคลที่มีปัญหาเรื่องน้ำหนักตัวมาก และวัยสูงอายุก็ต้องการมากเช่นกัน
เพราะจะช่วยในการป้องกันโรคความจำเสื่อมก่อนวัยและช่วยในการละลายไขมันด้วย
ดังนั้นจึงมีการรณรงค์ให้หันมากินไข่เพิ่มมากขึ้นเพื่อจะทำให้ได้รับเลซิตินมากด้วยจะเห็นได้ว่าการจะรับประทานอาหารเพื่อให้ได้เลซิตินที่เพียงพอกับความต้องการนั้นเป็นเรื่องยาก
นอกจากนั้นแล้วกรรมวิธีในการปรุงอาหารต่างๆ
เช่น ต้ม ทอด ย่าง ก็ทำให้เลซิตินถูกทำลายไปอาจจะเหลือเพียงเล็กน้อย ทำให้ร่างกายขาดเลซิตินและเกิดเป็นโรคดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น
ดังนั้นการรับประทานเลซิตินสกัดจึงเป็นทางเลือกที่ดี ทำให้เราได้รับเลซิตินเพียงพอ
สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้เต็มที่
เลซิตินที่สกัดส่วนใหญ่นั้นนิยมสกัดมาจากถั่วเหลือง
ซึ่งเป็นพืชที่มีสารอาหารที่มีประโยชน์มาก
มีผลข้างเคียงน้อยและที่สำคัญไม่มีคอเลสเตอรอลอยู่เลย
จึงไม่มีปัญหาเรื่องคอเลสเตอรอลในเลือด
อย่างไรก็ดีการรับประทานอาหารตามธรรมชาติให้ครบ 5 หมู่ทุกวันและการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
ทำจิตใจให้สดชื่นแจ่มใสอยู่เสมอ เพียงแค่นี้เราก็มีสุขภาพที่สมบูรณ์แข็งแรงได้

