Saturday, 28 April 2012

ดอกคำฝอย (Safflower)

โภชนารักษาโรค
ดอกคำฝอย (Safflower)
 
 
 
ดอกคำฝอย เป็นพืชพื้นเมืองของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และแถบหุบเขาไนล์เป็นเวลาหลายศตวรรษมาแล้ว ต้นคำฝอยเป็นไม้มีหนามจำพวกผักโขม สูง 1 ครึ่ง-4 ฟุต ให้ดอกเหลืองอ่อนจนถึงสีส้มแก่ มีลักษณะเป็นอฝอยของกลีบดอกเป็นจำนวนมาก สำหรับในประเทศไทยรู้จักต้นดอกคำฝอยมานานมากจนมีคำพื้นเมืองที่เรียกกันทั่วไป  เช่น คำยุ่ง คำยอง คำฝอย ดอกคำ ชื่อในภาษาอังกฤษว่า Safflower หรือ American Saffron และมีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Cartamus tinctorius Linn อยู่ในวงศ์ Compositae

ความสำคัญของดอกคำฝอย
       จากการค้นคว้าและวิจัยด้านอาหารของอเมริกา เพื่อแก้ปัญหาอาหารไม่มีพอเลี้ยงประชากรโลกที่เพิ่มขึ้นทุกวันทำให้มนุษย์เป็นโรคขาดสารอาหารกันมากขึ้นนั้น ได้พบว่าในเมล็ดของดอกคำฝอยอุดมไปด้วยน้ำมันและโปรตีน ดอกคำฝอยมีกรดอะมิโนที่จำเป็นต่อร่างกาย ในน้ำมันก็มีประมาณ 30-40% และในเมล็ดดอกคำฝอยที่สกัดน้ำมันออกแล้วนั้นมีโปรตีนเฉลี่ยประมาณ 20% ซึ่งน่าจะเป็นแหล่งอาหารที่สำคัญอีกทางหนึ่งด้วย

น้ำมันเมล็ดดอกคำฝอยมีปริมาณองค์ประกอบกรดไขมัน ดังนี้
     กรดปาล์มมิติค (Palmitic acid)           ร้อยละ 6.60
       กรดสเทียริค (Stearic acid)                 ร้อยละ 2.32
       กรดโอเลอิค (Oleic acid)                    ร้อยละ 12.97
       กรดไลโนเลอิก (Linoleic acid)           ร้อยละ 78.10
       จากการวิเคราะห์ดังกล่าวสรุปได้ว่า น้ำมันเมล็ดคำฝอยมีปริมาณกรดไขมันไม่อิ่มตัวชนิด Polyunsaturated ในรูปของกรดไลโนเลอิก และกรดไขมันไม่อิ่มตัวชนิด Monounsaturated ในรูปของ กรดโอเลอิค รวมกันประมาณ 91% ซึ่งเป็นกรดไขมันที่จำเป็นต่อร่างกาย ส่วนที่เหลือจะเป็นกรดไขมันอิ่มตัว (Saturated fat) ประมาณ 9% ส่วนกรดอะมิโนอื่นในดอกคำฝอย ได้แก่ ฮีสติดิน อาร์จินิน, ไกลซิน, แอสพาร์ติค, แอซิด, กลูตามิค แอซิด, ซิริน, โปรลิน, อะลานิน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกรดอะมิโนชนิดที่ร่างกายต้องการ (Essential amino acid)

สาระสำคัญในดอกคำฝอย
       ต้นคำฝอยที่นำมาใช้ประโยชน์กันนั้นจะมีส่วนดอกและส่วนของเมล็ด ซึ่งก็นำมาใช้ประโยชน์ในรูปแบบต่างๆ กัน  เช่น ดอกคำฝอยก็นำมาตากแห้งเพื่อใช้ชงดื่ม ส่วนเมล็ดก็นำไปสกัดน้ำมันเพื่อใช้ประกอบอาหาร ส่วนกากของเมล็ดที่มีโปรตีนถึง 20% ก็นำมาแปรรูปเป็นอาหารมนุษย์และใช้เลี้ยงสัตว์ จากการวิเคราะห์ของนักวิทยาศาสตร์ในห้องปฏิบัติการ เพื่อตรวจสอบสารประกอบต่างๆ ที่มีอยู่ในต้นคำฝอยพบว่าทั้งในดอกและเมล็ดมีสารต่างๆ ที่สำคัญ ดังนี้
       ดอก ในดอกคำฝอยประกอบด้วยสารสีแดงชื่อ คาร์ทามิน (Carthamin) และสารสีเหลืองชื่อแซฟฟลาวเวอร์ เยลโล (Safflower yellow) ซึ่งเป็นสารที่ละลายน้ำได้ นอกจากนี้ยังประกอบด้วยกรดไขมันชนิดไม่อิ่มตัวหลายชนิด  เช่น กรดไลโนเลอิก, โปรตีน, เบต้า-แคโรทีน (ß-caratene), วิตามินอี เป็นต้น
       เมล็ด ในเมล็ดได้มีการสกัดน้ำมันจากเมล็ดดอกคำฝอย (Safflower seed oil) ซึ่งได้จากการบีบเมล็ด ประกอบด้วย เบต้า-แคโรทีน (ß-Carotene) กรดไขมันชนิดไม่อิ่มตัวหลายชนิดในปริมาณสูง  เช่นกรดไลโนเลอิก (Linoleic acid) กรดไลโนลิก (Linolic acid) กรดโอเลอิก (Oleic acid) เป็นต้น

คุณประโยชน์และฤทธิ์ทางยา
       ดอกคำฝอย
      1.ใช้แต่งสีอาหาร เครื่องดื่มต่างๆ และเครื่องสำอาง ให้มีสีแดง-ส้ม ใช้แทนหญ้าฝรั่น และใช้ในอุตสาหกรรมสี น้ำมันชักเงา น้ำมันซักแห้ง (drying oil) ใช้ผสมสีขาวหรือสีอ่อน เพราะเป็นน้ำมันที่ไม่เปลี่ยนเป็นสีเหลืองเมื่อเก็บไว้นานอย่างน้ำมันพืชบางชนิด
       2.มีฤทธิ์ยับยั้งไวรัส และเชื่อเบคทีเรีย จากรายงานการวิจัย พบว่าสารสกัดดอกคำฝอยด้วยน้ำร้อนมีฤทธิ์ยับยั้งเชื้อไวรัสซึ่งเป็นสาเหตุของโรคโปลิโอ และสารสกัดจากดอกคำฝอยด้วยแอลกอฮอล์สามารถฆ่าเชื้อแบคทีเรียที่ทำให้เกิดหนองได้ ดังนั้นเมื่อต้มดอกคำฝอยซึ่งมักใช้อาบน้ำเวลาออกหัด เพื่อแก้อาการคันตามผิวหนัง ก็อาจจะเนื่องมากจากฤทธิ์ฆ่าเชื้อแบคทีเรียนั่นเอง
   3.ตามตำรายาแพทย์ไทยใช้ดอกคำฝอยเป็นยาบำรุงโลหิตประจำเดือนของสตรี บำรุงหัวใจ บำรุงประสาท แก้โรคผิวหนัง ขับระดู แก้ดีพิการ เป็นต้น
      4.ลดไขมันในเลือด ป้องกันไขมันอุดตัน และช่วยลดความอ้วนอีกด้วย ทั้งนี้ เนื่องมาจากในดอกคำฝอยมีส่วนประกอบของกรดไขมันชนิดไม่อิ่มตัวอยู่บ้าน ซึ่งปริมาณไม่สูงเท่าในน้ำมันซึ่งบีบจากเมล็ดกรดไขมันไม่อิ่มตัวที่สำคัญ คือ กรดไลโนเลอิก (Linoleic acid) จะช่วยทำปฏิกิริยากับไขมันและคอเลสเตอรอล ทำให้การเกาะตัวของไขมันตามเส้นเลือดต่างๆ น้อยลง จะทำให้ลดโอกาสที่จะเกิดโรคไขมันอุดตันในเส้นเลือดได้
       น้ำมันเมล็ดดอกคำฝอย
       1.ช่วยลดไขมันในเลือด ในเมล็ดดอกคำฝอยที่สกัดนั้น จะมีกรดไลโนเลอิกที่เป็นกรดไขมันชนิดไม่อิ่มตัวสูง ร้อยละ 75 ซึ่งเชื่อว่าจะทำให้ปริมาณคอเลสเตอรอลในเลือดต่ำลงและจากผลการวิจัยในสัตว์ทดลองและในคนพบว่า น้ำมันดอกคำฝอยช่วยทำให้ปริมาณคอเลสเตอรอลในเลือดลดลงได้จริง และยังมีรายงานว่าน้ำมันคำฝอยทำให้ฤทธิ์ของเอนไซม์ที่ใช้สร้างกรดไขมันลดลงอีกด้วย
       2.ช่วยป้องกันไขมันอุดตันในหลอดเลือด จากผลการวิจัยในสัตว์ทดลองและในคนพบว่า น้ำมันดอกคำฝอยจะช่วยให้การอุดตันของไขมันในหลอดเลือดลดลง และช่วยป้องกันการอุดตันของไขมันในเลือดได้ ทั้งนี้จากรายงานของ ศาสตราจารย์ นายแพทย์สนอง อูนากูล หัวหน้าภาควิชาเคมีของโรงพยาบาลศิริราชได้ทำการทดลองแล้วได้ผลเป็นที่น่าพอใจ
       3.น้ำมันดอกคำฝอยจะช่วยลดการจับตัวของเกล็ดเลือด ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคหัวใจวายลงได้ เนื่องจากกรดไขมันชนิดไม่อิ่มตัวที่ชื่อ ไลโนเลอิก (Linoleic acid)

อัลฟัลฟา มหัศจรรย์

โภชนารักษาโรค
“อัลฟัลฟา” หญ้ามหัศจรรย์
 
 
อัลฟัลฟา (Al-fal-fa) แปลว่า บิดาของอาหารทุกชนิด (Father of all foods) เนื่องจากรากของ “อัลฟัลฟา” หยั่งลึกลงไปใต้ดินลึกมาก จนสามารถดูดซึมเอาแร่ธาตุใต้ดินที่อยู่ลึกมากๆ จนไม่มีรากพืชชนิดใดสามารถหยั่งลึกลงไปเอาได้
       “อัลฟัลฟา” เป็นพืชธรรมชาติ ที่มีวิตามิน เอ, ดี, อี, เคและโปรตีนสูง มีแร่ธาตุต่างๆ อยู่อย่างสมบูรณ์  อาทิเช่น แคลเซียม, แมกนีเซียม, ฟอสฟอรัส, โปแตสเซียม, ซิลิคอน, คลอรีนและธาตุเหล็ก ที่สำคัญคือ มีคลอโรฟิลล์ช่วยระงับกลิ่นปาก

ประโยชน์ของ “อัลฟัลฟา” หญ้ามหัศจรรย์ต่อสุขภาพ
    1.ช่วยรักษาโรคเกี่ยวกับกระเพาะอาหารต่างๆ  เช่น มีแก๊สในกระเพาะ เกิดอาการแน่นจุกเสียดเป็นประจำและโรคเบื่ออาหาร โดยพบว่า “อัลฟัลฟา” นี้มีวิตามินยู ซึ่งมีประโยชน์ต่อการรักษาโรคกระเพาะ ดร.กาเนนท์ แห่งมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด กล่าวว่า วิตามินยู มีศักยภาพในการรักษาโรคกระเพาะ (Pepticulcers)
     2.ช่วยในการขับถ่ายปัสสาวะให้เป็นปกติ และยังมีฤทธิ์เป็นยาระบายตามธรรมชาติอย่างอ่อนๆ อีกด้วย
        3.ช่วยทำให้กระดูกและฟันของเด็กแข็งแรง เนื่องจาก “อัลฟัลฟา” ประกอบไปด้วย วิตามินดี แร่ธาตุแคลเซียมและฟอสฟอรัส ซึ่งเป็นแร่ธาตุสำคัญที่ทำให้กระดูกและฟันแข็งแรง
        4.ช่วยเพิ่มน้ำนมในสตรีให้นมบุตร
        5.ช่วยให้เจริญอาหาร
       6.ช่วยการแข็งตัวของเลือด เพราะใน “อัลฟัลฟา” 100 กรัม มีวิตามินเค สูงถึง 20,000-40,000 ยูนิต
       7.เป็นแหล่งแคลเซียมและฮอร์โมนเอสโตรเจน เหมาะสำหรับสตรีวัยหมดประจำเดือน
       8.ช่วยให้ผิวพรรณสะอาด ลดปัญหาการเกิดสิว
      9.ช่วยรักษาอาการปวดตามข้อ จากหนังสือของ แคทเทอรีน เอทวูท ชื่อ “Feel like amillion” ได้กล่าวถึงความมหัศจรรย์ของ “อัลฟัลฟา” อัดเม็ดที่หมอประจำครอบครัวได้ให้คนไข้ของเขารับประทาน วันละ 18 เม็ด (โดยรับประทานครั้งละ 6 เม็ด วันละ 3 ครั้ง) เพื่อรักษาอาการปวดตามข้อของคนไข้ ก็ได้รับรายงานจากคนไข้ว่าสามารถงอมือได้สะดวกขึ้น และความเจ็บปวดก็หายไป

ผู้ที่ควรรับประทาน “อัลฟัลฟา” เป็นอาหารเสริม
     1.ผู้ที่ไม่ชอบรับประทานผักเป็นอาหารเสริมประจำวัน
       2.ผู้ที่มีปัญหาเจ็บปวดที่ข้อต่อกระดูก เพราะมี Phyto estrogen
       3.ผู้ที่เป็นโรคกระเพาะอาหารและลำไส้
       4.ผู้ที่เป็นโรคริดสีดวงทวาร บรรเทาอาการท้องผูก
       5.ผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับผิวพรรณ ลดการเกิดสิว

อีฟนิ่ง พริมโรส ออยส์ (Evening primrose oil)

โภชนารักษาโรค
อีฟนิ่ง พริมโรส ออยล์ คืออะไร
(Evening Primrose Oil : EPO)

อีฟนิ่ง พริมโรส ออยล์ คืออะไร
       อีฟนิ่ง พริมโรส เป็นต้นไม้ชนิดหนึ่งในตระกูล Primrose ซึ่งมีดอกสีเหลืองเล็กๆ มีชื่อทางพฤษศาสตร์เรียกว่า Oerothera biennis เป็นพันธุ์ไม้พุ่มเล็กๆ ขึ้นตามชายป่าของเขตอากาศอบอุ่นและหนาวของทวีปอเมริกาเหนือตอนบน ดอกพริมโรสมีสีเหลืองสดใสจะบานในตอนเย็นประมาณ 6 โมง ถึง 1 ทุ่ม จึงได้เรียกว่า Evening โดยจะบานเกือบพร้อมๆ กัน แต่ถ้าแดดจัดๆ กลีบจะเหี่ยวเร็ว ดอกมีหลายขนาดตั้งแต่ 1cm ถึง 13cm ประเทศที่ปลูกและผลิตอีฟนิ่ง พริมโรส ได้แก่ ประเทศในเขตหนาวทั้งหลาย  เช่น อังกฤษ อเมริกา สเปน ฮังการี และแคนาดา เป็นต้น
       EPO เป็นผลผลิตจากเมล็ดของ อีฟนิ่ง พริมโรส ซึ่งในน้ำมันนี้จะเป็นแหล่งของกรดไขมันจำเป็น (Essential fatty acid) 2 ชนิดที่สำคัญ คือ กรดไลโนเลอิค (Linoleic acid ; LA) และกรดแกมมา-ไลโนเลนิก (Gamma-linolenic ; GLA) ซึ่งกรดไขมันทั้ง 2 ตัว เป็นกรดไขมันที่จำเป็นต้องได้รับจากอาหาร ร่างกายไม่สามารถสร้างขึ้นเองได้และโดยเฉพาะกรด GLA เป็นกรดที่พบในอาหารธรรมชาติค่อนข้างน้อย ซึ่งในอาหารธรรมชาติจะพบได้ในอีฟนิ่งพริมโรส, น้ำนมแม่, ข้าวโอ๊ต, ข้าวบาร์เล่ย์, น้ำมันแบล็คเคอเรนท์ สาหร่ายน้ำจืด และสไปรูไลนา เป็นต้น ใน EPO มีปริมาณกรดไขมันทั้ง 2 ตัว คือ กรด LA อยู่ประมาณ 70% และกรด GLA ประมาณ 9% ซึ่งเป็นปริมาณที่เพียงพอที่จะทำให้สุขภาพดีขึ้น
       การใช้อีฟนิ่งพริมโรสนั้นมีการใช้ในการรักษาโรคต่างๆ มานานแล้ว ในสมัยก่อนชาวอินเดียแดงแถบอเมริกาเหนือใช้ในการรักษาโรคต่างๆ โดยเฉพาะโรคหอบหืด แผลที่ผิวหนัง แก้ปวดท้อง ไอกรน เป็นต้น ปัจจุบันได้นำมาใช้บำบัดโรคหลายชนิดโดยนักวิชาการหลายท่านในวงการแพทย์ต่างก็ยอมรับถึงสรรพคุณของ EPO ว่ามี ประโยชน์ต่อสุขภาพอย่างมาก

กรดไขมันใน EPO
       ในอีฟนิ่ง พริมโรส อุดมไปด้วยกรดไขมันที่จำเป็น 2 ชนิด คือ LA และ GLA ซึ่งกรดไขมันทั้ง 2 ตัวนี้เราจำเป็นต้องได้รับจากอาหาร ไม่สามารถสร้างขึ้นเองได้ ประโยชน์ของกรดไขมันทั้ง 2 ตัวนี้ที่มีต่อสุขภาพพอสรุปได้ดังนี้
              - ให้พลังงานแก่ร่างกาย
              - ช่วยรักษาเซลล์ต่างๆ ในร่างกายให้แข็งแรงและเป็นโครงสร้างของเซลล์ต่างๆ ทั่วร่างกาย
              - ช่วยสร้างฮอร์โมนชื่อโพรสตาแกลนดิน (Prostaglandin ; PG)
              - ช่วยป้องกันอวัยวะต่างๆ ในร่างกาย ไม่ให้ถูกกระทบกระเทือน
              - ช่วยบำรุงประสาท ความจำ
              - ช่วยรักษาอุณหภูมิของร่างกายให้ปกติ

ประโยชน์ของ EPO ต่อสุขภาพ
       ประโยชน์ของอีฟนิ่ง พริมโรส ออยล์ ที่มีต่อสุขภาพมีมากมายในการรักษาโรคต่างๆ ซึ่งพอจะสรุปได้ดังนี้
       1.ช่วยรักษาอาการของโรคผิวหนัง Atopic eczema เป็นโรคผิวหนังที่มีการอักเสบแดงและคัน ซึ่งโรคผิวหนังชนิดนี้มีรายงานว่าเกี่ยวข้องกับการขาดกรดไขมันจำเป็นซึ่งพบว่าการใช้ EPO ช่วยลดอาการคันและการอักเสบของผิวหนังได้
       2.ลดอาการผิดปกติก่อนการมีประจำเดือน (Premenstrual tension) เป็นอาการที่เกิดทางด้านร่างกายและจิตใจของสตรี ซึ่งจะเริ่มขึ้นในช่วงสัปดาห์ก่อนมีประจำเดือน โดยคาดว่าเกิดจากการขาดฮอร์โมนโพรสตาแกลนดิน อาการเหล่านี้ได้แก่ ปวดศีรษะ คัดหน้าอก อาการหงุดหงิด น้ำหนักเพิ่ม ท้องอืด ซึมเศร้าบวมตามมือและเท้า ท้องผูก อาการร้อนวูบวาบ ปวดหลัง คลื่นไส้ เป็นสิว อ่อนเพลีย ซึ่งอาการเหล่านี้มีผลเสียต่อสุขภาพของสตรีมาก การเสริม EPO จะช่วยลดอาการข้างต้นได้ เพราะกรด GLA จะไปช่วยเพิ่มฮอร์โมนโพรสตาแกลนดินให้สูงขึ้น จึงลดอาการดังกล่าว
       3.บรรเทาอาการ Cyclical และ non-cyclical mastahia ซึ่งเป็นอาการเจ็บทรวงอก และต่อมน้ำนมบวม เจ็บเต้านม เต้านมตึงบวมเป็นก้อนแต่ไม่ใช่ก้อนมะเร็ง บางรายอาจเป็นพังผืด เป็นซีสต์ ซึ่งเมื่อได้รับ EPO แล้วอาการต่างๆ ลดลง
       4.ลดอาการของโรคข้อรูมาตอยด์ (Rheumatoid Arthritis) ซึ่งเป็นอาการปวดตามข้อต่างๆ  เช่น เข่า ข้อมือ ข้อเท้า แม้กระทั่งข้อต่อของนิ้วมือและนิ้วเท้า อาการปวดข้อนี้เกิดจากระบบภูมิต้านทานของร่างกายผิดปกติ โดยภูมิต้านทานนี้จะไปทำลายเนื้อเยื่อของร่างกายตัวเอง ทำให้เกิดการอักเสบตามข้อต่างๆ สาร GLA ใน EPO จะช่วยในการสร้างฮอร์โมนโพรสตาแกลนดินทำให้ระบบภูมิต้านทานดีขึ้น ช่วยลดการอักเสบ ลดการปวดข้อ ซึ่งการใช้ EPO ไปนานๆ อาการปวดต่างๆ จะหายไป
       5.ลดอาการชาปลายมือปลายเท้าของผู้ป่วยเบาหวานและลดอาการจอประสาทตาเสื่อม ทำให้การรับความรู้สึกดีขึ้น เหตุผลส่วนหนึ่งเกิดจากผลการที่ผู้ป่วยเบาหวานมีระดับของ GLA ต่ำเนื่องจากความผิดปกติของการเผาผลาญไขมัน ซึ่ง EPO จะช่วยลดอาการดังกล่าวได้
       6.สาร GLA และ LA ใน EPO จะช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในเลือดลงได้ จึงช่วยป้องกันการเกิดโรคความดันโลหิตสูง โรคหลอดเลือดแข็งตัวและโรคหัวใจได้ นอกจากนี้ในรายของผู้ที่อ้วน หรือมีน้ำหนักตัวมาก EPO จะช่วยลดน้ำหนักลงได้อย่างดี
       7.ช่วยลดสิวได้ เมื่อใช้ร่วมกับสังกะสี
       8.ช่วยบรรเทาอาการติดเหล้าได้ (Hangover)
       9.ลดอาการ Hyperactive (เด็กอยู่ไม่สุข) ในเด็กได้
       10.ช่วยทำให้ผิวพรรณมีสุขภาพดี นุ่มนวลสดใส ผิวหนังชุ่มชื้นอยู่เสมอ ทั้งนี้เพราะกรด GLA ใน EPO เป็นองค์ประกอบที่สำคัญชนิดหนึ่งของเยื่อบุเซลล์ ทำหน้าที่ในการป้องกันไม่ให้เกิดการสูญเสียน้ำออกจากเซลล์ผิวหนัง และยังจะทำให้เลือดไหลเวียนมาเลี้ยงผิวหนังได้มากขึ้น จึงช่วยบำรุงผิวหนังให้สดชื่น นุ่มนวลมีสุขภาพดีอยู่เสมอ
       11.ด้านความสวยความงาม ได้มีการนำ EPO มาใช้เป็นส่วนประกอบของเครื่องสำอางหลายชนิดซึ่งใช้โดยตรงต่อผิวหนังมีทั้งชนิดที่รับประทานได้และชนิดทา ซึ่งผลที่ได้เป็นยอมรับกันทั่วไป นอกจากจะทำให้ผิวพรรณสดใส นุ่มนวลแล้วยังช่วยลดอาการผมร่วง เป็นรังแค แก้ผิวหยาบ และผิวแห้ง ได้เป็นอย่างดี

หลินจือ

โภชนารักษาโรค
หลินจือ

     เห็ดหลินจือ เป็นสิ่งมีชีวิตที่จัดอยู่ในจำพวกเดียวกับ รา ไม่มีคลอโรฟิลล์ จึงไม่สามารถสังเคราะห์อาหารจากแสงแดดได้เหมือนพืชทั่วไป ต้องดำรงชีวิตโดยอาศัยสิ่งมีชีวิตอื่น ซากพืช ตามตำนานเก่าแก่เชื่อว่า เห็ดหลินจือ ถือถิ่นกำเนิดจากจีนมีชื่อเดิมว่า หลินจือ (Lingchih, Ling-Zhi) หมายถึง วิญญาณ ชาวญี่ปุ่นเรียกว่า Reishi หมายถึงหมื่นปี คนไทยเรียกทั้ง หลินจือ และ หมื่นปี เห็ดหลินจือเป็นเห็ดในสกุล กาโนเดอร์ม่า (Ganoderma) ชนิดที่มีสรรพคุณทางยาจัดเป็นเห็ดสมุนไพร มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า การโนเดอร์ม่าลูซิดัม (Ganoderma Lucidum)

ลักษณะของเห็ดหลินจือ
    ลักษณะทั่วไปของเห็ดหลินจือเป็นแผ่นบานออกมีรูปร่างต่างๆ บางครั้งมีก้าน บางครั้งก็ไม่มีก้านขึ้นอยู่กับสภาพการเกิด เมื่อยังอ่อนจะมีสีขาวแล้วเปลี่ยนเป็นสีเหลือง ค่อยๆ คลี่ออกเหมือนแม่เบี้ย และจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลมันเข้มขึ้นเรื่อยๆ เมื่อโตเต็มที่ปลายดอกจะเชิดขึ้น แต่เมื่อแก่จะงุ้มลง เห็ดหลินจือจะชอบภูมิอากาศอบอุ่นและเขตร้อน
     เห็ดหลินจือชนิดกาโนเดอร์ม่าลูซิดัมมีลักษณะเห็ดขึ้นเงา ผิวมีแสงประกายเห็ดที่แก่เต็มที่จะมีสีแดงหรือสีน้ำตาลแดง

สารออกฤทธิ์ที่มีสรรพคุณทางยาของเห็ดหลินจือ
       นักวิทยาศาสตร์ได้ศึกษาพบว่าเห็ดหลินจือมีองค์ประกอบทางเคมีมากกว่า 150 ชนิด และสามารถจำแนกออกเป็นกลุ่มใหญ่ๆ ได้ดังนี้
       1.สารไตรเทอร์พีนอยด์ชนิดขม (Bitter Triterpenoid) เป็นสารที่มีรสขมส่วนใหญ่อยู่ที่ดอกและก้าน มีกรดกาโนเดริค ออกฤทธิ์ยับยั้งการหลั่งสารฮีสตามิน (Histamine-Release inhibition activity) ซึ่งเป็นตัวทำให้เกิดปฏิกิริยาภูมิแพ้ ช่วยลดความดันโลหิต ลดไขมันในเลือด ป้องกันการอุดตันของไขมันในเส้นเลือด และใช้บำบัดรักษาหลังจากเกิดการอุดตันแล้ว ยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งในตับ และต้านสารพิษที่มีต่อตับ
       2.พอลิแซ็กคาไรด์ (Polysaccharide) สารพอลิแซ็กคาไรด์ในเห็ดหลินจือที่มีสรรพคุณทางยา ได้แก่
              - กาโนเดอแรนส์ (Ganoderans A,B,C) ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด
              - สารเบต้าดีกลูแคน (Beta-D-Glucan) และพอลิแซ็กคาไรด์อีกหลายตัว มีฤทธิ์ร่วมกันในการเพิ่มการสังเคราะห์โปรตีนในเลือด ไขกระดูก และในตับช่วยลดการอักเสบ กระตุ้นการทำงานของเม็ดเลือดขาวชนิด บี-เซลล์ และ ที-เซลล์ ทำให้เกิดการเพิ่มสารอิมมูโนโกลบูลิน (Immunoglobulin)
              - สารอินเตอร์ลิวคิน (Interleukin) ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันโรคมีแทรกซ้อนจากการใช้สารเคมีและรังสีบำบัดในผู้ป่วยโรคมะเร็ง
              - สารเฮมีเซลลูโลส (Hemicellulose) เป็นอาหารมีกากช่วยลดการเกิดโรคมะเร็ง
              - พอลิแซ็กคาไรด์บางตัว ช่วยเพิ่มความแรงในการบีบตัวของกล้ามเนื้อหัวใจ
       3.สเตอรอยด์ (Steroids) สารสเตอรอยด์ที่พบในเห็ดหลินจือ ได้แก่
              - สารเออร์โกสเตอรอล (Ergosterol) หรือโปรวิตามินดี2 (Provitamin D2) ร่างกายเก็บสะสมไว้ใต้ผิวหนัง เมื่อได้รับแสงอุลตร้าไวโอเลตจากแสงแดดจะสังเคราะห์เป็นวิตามินดี ซึ่งช่วยในการดูดแคลเซียม, ฟอสฟอรัสในสำไส้ เสริมความแข็งแรงของกระดูกและฟัน
              - กาโนสเตอโรน (Ganosterone) หรือ กาโนโดสเตอโน (Ganodosterone) มีฤทธิ์ใน การลดพิษที่มีต่อตับเหมาะสำหรับผู้ป่วยที่เป็นโรคตับแข็งหรือตับอักเสบ
       4.กลุ่มสารนิวคลีโอไทด์ (Nucleotides) สารกลุ่มนิวคลีโอไทด์ที่พบในเห็ดหลินจือ ได้แก่
              - สารอะดีโนไซน์ (Adenosine) ยับยั้งการรวมกลุ่มของเกล็ดเลือด ป้องกันการอุดตันในเส้นเลือด ป้องกันการเกิดโรคอัมพาต อัมพฤกษได้
              - สารอาร์เอนเอ (RNA) มีคุณสมบัติคล้ายอินเตอร์ดเฟอรอน (Interferon-likesubstance) ยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อไวรัส (Antivirus)
              - สารอัลคาลอยด์ (Alkaloids) มีฤทธิ์กระตุ้นการไหลเวียนของเลือดในหัวใจลดแรงต้านทานในผนังเส้นเลือดของหัวใจลดการใช้ออกซิเจนของกล้ามเนื้อหัวใจ และเพิ่มความทนต่อภาวะการขาดออกซิเจนเป็นเวลานานได้
       5.สารประกอบเยอร์มาเนียม (Germanium, Ge contents) เยอร์มาเนียมพบมากในเห็ดหลินจือ ช่วยกำจัดสารพิษและสิ่งแปลกปลอมต่างๆ และสามารถลดความเจ็บปวดในผู้ป่วยโรคมะเร็งได้
       6.สารออกฤทธิ์อื่นๆ
              - กรดไขมันชนิดโอเลอิค (Oleic acid) และสารไซโคลอ๊อกต้าซัลเฟอร์ (Cycloocta sulfur) มีฤทธิ์ต้านทานการหลั่งฮีสตามีน
              - สารไกลโคโปรตีน (Glycoprotein) บางชนิดมีฤทธิ์ต่อต้านความพิการในเด็กทารก
              - ไลโซไซม์ (Lysozyme) และโปรติเอส (Protease) มีคุณสมบัติเป็นยาปฏิชีวนะย่อยสลายเชื้อแบคทีเรีย

การบำบัดรักษาโรคโดยใช้เห็ดหลินจือ
       เห็ดหลินจือสามารถช่วยบำรุงรักษาร่างกาย และบำบัดป้องกันโรคได้หลายชนิดในระบบร่างกาย ได้แก่
              - ระบบทางเดินหายใจ สารพอลิแซ็กคาไรด์ในเห็ดหลินจือจะช่วยกระตุ้นการทำงานของอวัยวะ และเนื้อเยื่อที่ทำหน้าที่สร้างภูมิคุ้มกันโรค และช่วยป้องกันโรคระบบทางเดินหายใจเนื่องจากร่างกายขาดภูมิต้านทาน  เช่น โรคหลอดลมอักเสบเรื้อรัง ไข้หวัด หืด หอบ ภูมิแก้ อาการไอ
              - ระบบทางเดินอาหาร ในประเทศญี่ปุ่นมีการใช้สารสกัดเบต้าดีกลูแคนในเห็ดหลินจือรักษาโรคกระเพาะอาหาร เห็ดหลินจือยังมีเฮมีเซลลูโลสซึ่งเป็นอาหารกากใย ช่วยป้องกันโรคในระบบทางเดินอาหารได้  เช่น โรคกระเพาะและลำไส้อักเสบ ทางเดินอาหารอักเสบเรื้อรัง ริดสีดวงทวาร ท้องผูก
              - โรคมะเร็งในอวัยะต่างๆ ของร่างกาย มีการค้นพบว่าสารเบต้าดีกลูแคนและคาร์โบไฮเดรทจำพวกพอลิแซ็กคาไรด์ในเห็ดหลินจือมีฤทธิ์ต่อต้านและยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง  เช่น มะเร็งในสมอง มะเร็งเต้านม มะเร็งกระดูก มะเร็งเม็ดเลือด มะเร็งผิวหนัง มะเร็งลำไส้ มะเร็งในตับ มะเร็งปากมดลูก และมะเร็งในช่องท้อง
              - ระบบไหลเวียนของโลหิตและหัวใจ มีการวิจัยพบว่าเห็ดหลินจือมีผลช่วยเพิ่มกำลังในการบีบตัวของกล้ามเนื้อหัวใจ กระตุ้นการไหลเวียนโลหิตลดความต้องการในการใช้ออกซิเจนของกล้ามเนื้อหัวใจ และยังใช้รักษาโรคเกี่ยวกับระบบไหลเวียนโลหิตอื่นๆ อีก  เช่น โรคที่เกิดจากการมีคอเลสเตอรอลในเลือดสูง เส้นเลือดอุดตัน หลอดเลือดแข็งตัว ความดันโลหิตสูง น้ำตาลในเส้นเลือดสูง โรคหัวใจ และรอบเดือนไม่ปกติของสตรี
              - โรคอื่นๆ  เช่น โรคตับอักเสบ โรคข้ออักเสบ โรคอ้วน อัมพาต อัมพฤกษ์ โรคไตอักเสบ โรคปวดหัวข้างเดียว(ไมเกรน) นอนไม่หลับ และโรคเครียด

ว่านหางจระเข้ (Aloe vera)


โภชนารักษาโรค

ว่านหางจระเข้ (Aloe vera)


ว่านหางจระเข้ มีชื่อเรียกแตกต่างกัน  เช่น ทางภาคเหนือเรียกว่าว่านไฟไหม้ ภาคกลางเรียกว่านตะเข้หรือหางจระเข้หรือหางจระเข้ ส่วนชาวจีนเรียกว่านำเต็ก ว่านหางจระเข้เป็นพืชพื้นเมืองของอาฟริกาใต้ แต่ได้มีผู้นำมาปลูกในประเทศอากาศร้อนทั่วๆ ไป

ลักษณะของว่านหางจระเข้
       ใบหนาประมาณ 1 นิ้ว ยาว 30 นิ้ว กว้าง 30 นิ้ว โคนใบใหญ่ปลายในแหลมมีหนามแหลมตามริมครีบใบ ใบสีเขียว มีกระขาว อวบอ้วนภายในมีวุ้นและเมือก โคนต้นพ้นดินเล็กน้อยก้านดอกแทงขึ้นจากกลางต้นเป็นก้านแข็งสูงประมาณ 2 ฟุต ดอกสีแดงอมเหลือง คล้ายดอกซ่อนกลิ่นตูมๆ ว่านหางจระเข้ที่รู้จักกันดีมี 2 พันธุ์ คือ Aloe vera และ Aloe barbadensis

ส่วนของว่านหางจระเข้ที่นำไปใช้ประโยชน์
       ระยะแรกๆ จะใช้แต่ส่วนของยาง (Latex) มีลักษณะเหลวสีเหลืองเข้มรสขมนำมาใช้เป็นยาระบายหรือเรียกว่า ยาดำ (Aloes) ซึ่งว่านหางจระเข้แต่ละชนิดจะให้ยาดำต่างชนิดกันต่อมาได้มีการทดลองใช้ส่วนของวุ้นที่เป็นเมือก (Alose Vera Gel) มารักษาโรคกันมากขึ้น

การใช้ว่านหางจระเข้เป็นยารับประทาน
       ให้รับประทานส่วนที่เป็นวุ้นโดยล้างน้ำให้ยางออกให้หมดรับประทานวันละ 2 ครั้งๆ ละ 1-2 ช้อนโต๊ะ เช้า-เย็น ปกติวุ้นจะมีรสเฝื่อน อาจเติมน้ำตาลเพื่อช่วยกลบรสขม ถ้าล้างยางออกไม่หมดจะมีรสขม

ประโยชน์ของว่านหางจระเข้
       น้ำว่านหางจระเข้หรือน้ำอโลเวร่าเป็นเครื่องดื่มที่มีคุณค่าทางโภชนาการมากให้ทั้งแร่ธาตุและวิตามินที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย ว่านหางจระเข้เป็นพืชชนิดเดียวที่มีวิตามินบี 12 ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการสร้างเม็ดเลือดและบรรเทาปัญหาด้านสุขภาพ  เช่น
-แก้โรคกระเพาะและลำไส้อักเสบ มีส่วนช่วยในการทำงานของกระเพาะอาหารและลำไส้ให้ดีขึ้นโดยว่านหางจระเข้มีฤทธิ์ในการสมานแผล สามาห้ามเลือดเมื่อเกิดแผลในกระเพาะ ให้รับประทาน ครั้งละ 1-2 ช้อนโต๊ะ วันละ 2-3 ครั้ง
-แก้ท้องผูก ว่านหางจระเข้มีสารอะโลอินและสารอะโลอีนีน จึงใช้เป็นยาระบายรักษาอาการท้องผูกได้ผลดีหรืออาจรับประทานในรูปของยาดำก็ได้
-ความดันโลหิตสูง ว่านหางจระเข้สามารถทำให้เส้นโลหิตอ่อนตัว ยืดหยุ่นได้ดีและกระตุ้นการไหลเวียนของโลหิต จึงป้องกันอาการแทรกซ้อนของโรคที่เกิดจากเส้นโลหิตในสมองแตก
-โรคเบาหวาน ว่านหางจระเข้สามารถกระตุ้นกระบวนการทำงานของตับอ่อนซึ่งจะทำหน้าที่ ผลิตฮอร์โมนอินซูลินช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในระดับปกติและช่วยให้เซลล์ที่ทำหน้าที่นำอินซูลินไปใช้สามารถทำงานได้ดียิ่งขึ้น จึงใช้เป็นยารักษาควบคู่กับยาแผนปัจจุบัน
-โรคตับอักเสบ ว่านหางจระเข้สามารถกระตุ้นกระบวนการเมตาโมลิซึมในร่างกายและมีบทบาทในการแก้พิษ เพิ่มภูมิคุ้มกันในร่างกาย ช่วยเสริมสมรรถภาพการทำงานของตับให้ดียิ่งขึ้น จึงใช้เป็นยารักษาควบคู่ไปกับยาแผนปัจจุบันได้
-โรคหืดหอบ ว่านหางจระเข้สามารถแก้โรคหืดหอบได้ จะต้องมีความอดทนในการรับประทานว่านหางจระเข้ติดต่อกันเป็นเวลานานอย่างน้อย 1-2 เดือน จึงจะได้ผล
-โรคปวดตามข้อ รับประทานว่านหางจระเข้เป็นประจำโดยรับประทานครั้งละ 1-2 ช้อนโต๊ะ วันละ 2-4 ครั้ง อาการจะทุเลาลงและจะค่อยๆ หายไปเองหรือถ้าใช้วุ้นทาบริเวณที่ปวดด้วยจะช่วยให้อาการปวดหายเร็วขึ้น
-บำรุงร่างกาย รับประทานว่านหางจระเข้เป็นประจำทุกวัน จะทำให้ร่างกายสดชื่นกระปรี้กระเปร่า แข็งแรง
-บำรุงสายตา รับประทานว่านหางจระเข้เป็นประจำ จะทำให้สายตาไม่พร่ามัว
-ความดันโลหิตสูง (เลือดจาง) ว่านหางจระเข้สามารถกระตุ้นการไหลเวียนของโลหิตและกระบวนการเมตาโบลิซึมของร่างกาย หากรับประทานเป็นประจำและต่อเนื่องเป็นเวลานานจะช่วยเสริมสุขภาพผู้ป่วยที่เป็นความดันโลหิตต่ำได้
-ไข้หวัด เนื้อว่านหางจระเข้มีสรรพคุณระงับการขยายตัวของเชื้อไข้หวัดใหญ่ได้และป้องกันการติดเชื้อไข้หวัด หรือสำหรับผู้ที่เป็นหวัดอยู่แล้วหากรับประทานว่านหางจระเข้ด้วยจะช่วยให้หายเร็วขึ้น
-การเมารถ เมาเรือ ขณะเดินทางเกิดอาการเมารถหรือเมาเรือ รู้สึกหงุดหงิด วิงเวียนศีรษะ ไม่สบาย การรับประทานว่านหางจระเข้ จะช่วยกระตุ้นการทำงานของกระเพาะ ลำไส้ และมีผลในการช่วยกล่อมประสาท
-เมาค้าง ผู้ป่วยที่เมาค้างจะมีอาการปวดศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน เนื่องจากการทำงานของตับบกพร่อง หากได้รับประทานว่านหางจระเข้จะช่วยให้ตับสามารถทำงานได้เป็นปกติเร็วขึ้น เนื่องจากว่านหางจระเข้ช่วยสลายพิษได้
              นอกจากที่กล่าวมาข้างต้น น้ำวุ้นจากใบว่านหางจระเข้ยังใช้เป็นยาทาภายนอกได้  เช่น รักษาแผลไหม้ที่เกิดจากการฉายรังสี รักษาแผลไฟไหม้และน้ำร้อนลวก ผิวไหม้เพราะแดดเผา แผลจากของมีคม ผื่นคันที่เกิดจากการแพ้สารต่างๆ ขี้เรื้อน เลือดดำขอดที่ขา พิษแมลง แมงกะพรุน และใบตำแย รักษาสิว บำรุงผิวหนัง

ข้อควรระวังในการใช้ว่านหางจระเข้
     1.เมื่อใช้เป็นยาทา บางคนอาจมีอาการแพ้ เกิดผื่นคันและปวด ดังนั้นก่อนใช้ควรทดลองทาดูเล็กน้อยที่หลังหูหรือที่รักแร้ หาก 2-3 นาที ไม่มีอาการผิดปกติเกิดขึ้น ก็แสดงว่าใช้ได้
       2.เมื่อใช้เป็นยากิน สำหรับยางและยาดำไม่ควรกินมากเกินไป เพราะสารอะโลอินที่มีอยู่ในยางว่านหางจระเข้มีฤทธิ์เป็นยาระบาย ถ้ากินมากเกินไปจะทำให้ท้องเสียและปวดท้องเพราะลำไส้เกร็ง และถ้ากินติดต่อกันนานๆ อาจทำให้แท้งลูกและทำให้ลูกที่กินนมแม่ท้องเสียได้

วิธีการใช้ว่านหางจระเข้ให้เกิดประโยชน์
1.ผู้รับประทานว่านหางจระเข้ครั้งแรก เด็กเล็กและผู้สูงอายุ ควรใช้ในปริมาณน้อยหรือเจือจางก่อน
2.ควรเลือกรับประทานว่านหางจระเข้สดที่มีอายุไม่ต่ำกว่า 1 ปี และเป็นสายพันธุ์ที่มีสรรพคุณเป็นยา
3.ในการรับประทานว่านหางจระเข้ในช่วงไม่สบายควรรับประทานหลังอาหาร
4.ไม่ควรใช้ว่านหางจระเข้ในสตรีระยะตั้งครรภ์หรือมีประจำเดือน เพราะอาจเกิดเลือดคลั่งในมดลูกได้ ประจำเดือนอาจมากกว่าปกติ หรืออาจเกิดการแท้งลูกได้ในหญิงตั้งครรภ์
         สำหรับบางคนที่ร่างกายไม่คุ้นกับว่านหางจระเข้ เมื่อรับประทานว่านหางจระเข้แล้วมีอาการท้องเสีย หรือคลื่นไส้อาเจียน ถ้ามีอาการดังกล่าวต้องหยุดรับประทานว่านหางจระเข้เป็นการชั่วคราว สังเกตสักช่วงระยะหนึ่งแล้วจึงทดลองรับประทานใหม่อีกครั้ง
              อย่างไรก็ตามถึงแม้ว่าว่านหางจระเข้จะมีสรรพคุณมากมายหลายอย่างแต่มันก็ไม่ใช่ยาวิเศษที่ใช้รักษาได้สารพัดโรค ฉะนั้นจึงควรต้องทำความเข้าใจถึงสรรพคุณของว่านหางจระเข้เสียก่อนแล้วจึงค่อยนำมาใช้มิฉะนั้นอาจเป็นอันตรายและเกิดโทษได้

ผลิตภัณฑ์อาหารว่านหางจระเข้
       ปัจจุบันได้มีการนำว่านหางจระเข้มาแปรรูปทำเป็นน้ำวุ้นว่านหางจระเข้ น้ำว่านหางจระเข้ผสมน้ำผลไม้ ชาว่านหางจระเข้ วุ้นว่านหางจระเข้แช่อิ่ม วุ้นว่านหางจระเข้ผง เป็นต้น เพื่อให้สะดวกและง่ายต่อการรับประทาน เพราะปกติวุ้นว่านหางจระเข้จะมียางที่มีรสขมทำให้ผู้ที่รับประทานมีความรู้สึกเหมือนกินยาและเหม็นกลิ่นว่านหางจระเข้