Saturday, 28 April 2012

หลินจือ

โภชนารักษาโรค
หลินจือ

     เห็ดหลินจือ เป็นสิ่งมีชีวิตที่จัดอยู่ในจำพวกเดียวกับ รา ไม่มีคลอโรฟิลล์ จึงไม่สามารถสังเคราะห์อาหารจากแสงแดดได้เหมือนพืชทั่วไป ต้องดำรงชีวิตโดยอาศัยสิ่งมีชีวิตอื่น ซากพืช ตามตำนานเก่าแก่เชื่อว่า เห็ดหลินจือ ถือถิ่นกำเนิดจากจีนมีชื่อเดิมว่า หลินจือ (Lingchih, Ling-Zhi) หมายถึง วิญญาณ ชาวญี่ปุ่นเรียกว่า Reishi หมายถึงหมื่นปี คนไทยเรียกทั้ง หลินจือ และ หมื่นปี เห็ดหลินจือเป็นเห็ดในสกุล กาโนเดอร์ม่า (Ganoderma) ชนิดที่มีสรรพคุณทางยาจัดเป็นเห็ดสมุนไพร มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า การโนเดอร์ม่าลูซิดัม (Ganoderma Lucidum)

ลักษณะของเห็ดหลินจือ
    ลักษณะทั่วไปของเห็ดหลินจือเป็นแผ่นบานออกมีรูปร่างต่างๆ บางครั้งมีก้าน บางครั้งก็ไม่มีก้านขึ้นอยู่กับสภาพการเกิด เมื่อยังอ่อนจะมีสีขาวแล้วเปลี่ยนเป็นสีเหลือง ค่อยๆ คลี่ออกเหมือนแม่เบี้ย และจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลมันเข้มขึ้นเรื่อยๆ เมื่อโตเต็มที่ปลายดอกจะเชิดขึ้น แต่เมื่อแก่จะงุ้มลง เห็ดหลินจือจะชอบภูมิอากาศอบอุ่นและเขตร้อน
     เห็ดหลินจือชนิดกาโนเดอร์ม่าลูซิดัมมีลักษณะเห็ดขึ้นเงา ผิวมีแสงประกายเห็ดที่แก่เต็มที่จะมีสีแดงหรือสีน้ำตาลแดง

สารออกฤทธิ์ที่มีสรรพคุณทางยาของเห็ดหลินจือ
       นักวิทยาศาสตร์ได้ศึกษาพบว่าเห็ดหลินจือมีองค์ประกอบทางเคมีมากกว่า 150 ชนิด และสามารถจำแนกออกเป็นกลุ่มใหญ่ๆ ได้ดังนี้
       1.สารไตรเทอร์พีนอยด์ชนิดขม (Bitter Triterpenoid) เป็นสารที่มีรสขมส่วนใหญ่อยู่ที่ดอกและก้าน มีกรดกาโนเดริค ออกฤทธิ์ยับยั้งการหลั่งสารฮีสตามิน (Histamine-Release inhibition activity) ซึ่งเป็นตัวทำให้เกิดปฏิกิริยาภูมิแพ้ ช่วยลดความดันโลหิต ลดไขมันในเลือด ป้องกันการอุดตันของไขมันในเส้นเลือด และใช้บำบัดรักษาหลังจากเกิดการอุดตันแล้ว ยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งในตับ และต้านสารพิษที่มีต่อตับ
       2.พอลิแซ็กคาไรด์ (Polysaccharide) สารพอลิแซ็กคาไรด์ในเห็ดหลินจือที่มีสรรพคุณทางยา ได้แก่
              - กาโนเดอแรนส์ (Ganoderans A,B,C) ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด
              - สารเบต้าดีกลูแคน (Beta-D-Glucan) และพอลิแซ็กคาไรด์อีกหลายตัว มีฤทธิ์ร่วมกันในการเพิ่มการสังเคราะห์โปรตีนในเลือด ไขกระดูก และในตับช่วยลดการอักเสบ กระตุ้นการทำงานของเม็ดเลือดขาวชนิด บี-เซลล์ และ ที-เซลล์ ทำให้เกิดการเพิ่มสารอิมมูโนโกลบูลิน (Immunoglobulin)
              - สารอินเตอร์ลิวคิน (Interleukin) ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันโรคมีแทรกซ้อนจากการใช้สารเคมีและรังสีบำบัดในผู้ป่วยโรคมะเร็ง
              - สารเฮมีเซลลูโลส (Hemicellulose) เป็นอาหารมีกากช่วยลดการเกิดโรคมะเร็ง
              - พอลิแซ็กคาไรด์บางตัว ช่วยเพิ่มความแรงในการบีบตัวของกล้ามเนื้อหัวใจ
       3.สเตอรอยด์ (Steroids) สารสเตอรอยด์ที่พบในเห็ดหลินจือ ได้แก่
              - สารเออร์โกสเตอรอล (Ergosterol) หรือโปรวิตามินดี2 (Provitamin D2) ร่างกายเก็บสะสมไว้ใต้ผิวหนัง เมื่อได้รับแสงอุลตร้าไวโอเลตจากแสงแดดจะสังเคราะห์เป็นวิตามินดี ซึ่งช่วยในการดูดแคลเซียม, ฟอสฟอรัสในสำไส้ เสริมความแข็งแรงของกระดูกและฟัน
              - กาโนสเตอโรน (Ganosterone) หรือ กาโนโดสเตอโน (Ganodosterone) มีฤทธิ์ใน การลดพิษที่มีต่อตับเหมาะสำหรับผู้ป่วยที่เป็นโรคตับแข็งหรือตับอักเสบ
       4.กลุ่มสารนิวคลีโอไทด์ (Nucleotides) สารกลุ่มนิวคลีโอไทด์ที่พบในเห็ดหลินจือ ได้แก่
              - สารอะดีโนไซน์ (Adenosine) ยับยั้งการรวมกลุ่มของเกล็ดเลือด ป้องกันการอุดตันในเส้นเลือด ป้องกันการเกิดโรคอัมพาต อัมพฤกษได้
              - สารอาร์เอนเอ (RNA) มีคุณสมบัติคล้ายอินเตอร์ดเฟอรอน (Interferon-likesubstance) ยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อไวรัส (Antivirus)
              - สารอัลคาลอยด์ (Alkaloids) มีฤทธิ์กระตุ้นการไหลเวียนของเลือดในหัวใจลดแรงต้านทานในผนังเส้นเลือดของหัวใจลดการใช้ออกซิเจนของกล้ามเนื้อหัวใจ และเพิ่มความทนต่อภาวะการขาดออกซิเจนเป็นเวลานานได้
       5.สารประกอบเยอร์มาเนียม (Germanium, Ge contents) เยอร์มาเนียมพบมากในเห็ดหลินจือ ช่วยกำจัดสารพิษและสิ่งแปลกปลอมต่างๆ และสามารถลดความเจ็บปวดในผู้ป่วยโรคมะเร็งได้
       6.สารออกฤทธิ์อื่นๆ
              - กรดไขมันชนิดโอเลอิค (Oleic acid) และสารไซโคลอ๊อกต้าซัลเฟอร์ (Cycloocta sulfur) มีฤทธิ์ต้านทานการหลั่งฮีสตามีน
              - สารไกลโคโปรตีน (Glycoprotein) บางชนิดมีฤทธิ์ต่อต้านความพิการในเด็กทารก
              - ไลโซไซม์ (Lysozyme) และโปรติเอส (Protease) มีคุณสมบัติเป็นยาปฏิชีวนะย่อยสลายเชื้อแบคทีเรีย

การบำบัดรักษาโรคโดยใช้เห็ดหลินจือ
       เห็ดหลินจือสามารถช่วยบำรุงรักษาร่างกาย และบำบัดป้องกันโรคได้หลายชนิดในระบบร่างกาย ได้แก่
              - ระบบทางเดินหายใจ สารพอลิแซ็กคาไรด์ในเห็ดหลินจือจะช่วยกระตุ้นการทำงานของอวัยวะ และเนื้อเยื่อที่ทำหน้าที่สร้างภูมิคุ้มกันโรค และช่วยป้องกันโรคระบบทางเดินหายใจเนื่องจากร่างกายขาดภูมิต้านทาน  เช่น โรคหลอดลมอักเสบเรื้อรัง ไข้หวัด หืด หอบ ภูมิแก้ อาการไอ
              - ระบบทางเดินอาหาร ในประเทศญี่ปุ่นมีการใช้สารสกัดเบต้าดีกลูแคนในเห็ดหลินจือรักษาโรคกระเพาะอาหาร เห็ดหลินจือยังมีเฮมีเซลลูโลสซึ่งเป็นอาหารกากใย ช่วยป้องกันโรคในระบบทางเดินอาหารได้  เช่น โรคกระเพาะและลำไส้อักเสบ ทางเดินอาหารอักเสบเรื้อรัง ริดสีดวงทวาร ท้องผูก
              - โรคมะเร็งในอวัยะต่างๆ ของร่างกาย มีการค้นพบว่าสารเบต้าดีกลูแคนและคาร์โบไฮเดรทจำพวกพอลิแซ็กคาไรด์ในเห็ดหลินจือมีฤทธิ์ต่อต้านและยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง  เช่น มะเร็งในสมอง มะเร็งเต้านม มะเร็งกระดูก มะเร็งเม็ดเลือด มะเร็งผิวหนัง มะเร็งลำไส้ มะเร็งในตับ มะเร็งปากมดลูก และมะเร็งในช่องท้อง
              - ระบบไหลเวียนของโลหิตและหัวใจ มีการวิจัยพบว่าเห็ดหลินจือมีผลช่วยเพิ่มกำลังในการบีบตัวของกล้ามเนื้อหัวใจ กระตุ้นการไหลเวียนโลหิตลดความต้องการในการใช้ออกซิเจนของกล้ามเนื้อหัวใจ และยังใช้รักษาโรคเกี่ยวกับระบบไหลเวียนโลหิตอื่นๆ อีก  เช่น โรคที่เกิดจากการมีคอเลสเตอรอลในเลือดสูง เส้นเลือดอุดตัน หลอดเลือดแข็งตัว ความดันโลหิตสูง น้ำตาลในเส้นเลือดสูง โรคหัวใจ และรอบเดือนไม่ปกติของสตรี
              - โรคอื่นๆ  เช่น โรคตับอักเสบ โรคข้ออักเสบ โรคอ้วน อัมพาต อัมพฤกษ์ โรคไตอักเสบ โรคปวดหัวข้างเดียว(ไมเกรน) นอนไม่หลับ และโรคเครียด

ว่านหางจระเข้ (Aloe vera)


โภชนารักษาโรค

ว่านหางจระเข้ (Aloe vera)


ว่านหางจระเข้ มีชื่อเรียกแตกต่างกัน  เช่น ทางภาคเหนือเรียกว่าว่านไฟไหม้ ภาคกลางเรียกว่านตะเข้หรือหางจระเข้หรือหางจระเข้ ส่วนชาวจีนเรียกว่านำเต็ก ว่านหางจระเข้เป็นพืชพื้นเมืองของอาฟริกาใต้ แต่ได้มีผู้นำมาปลูกในประเทศอากาศร้อนทั่วๆ ไป

ลักษณะของว่านหางจระเข้
       ใบหนาประมาณ 1 นิ้ว ยาว 30 นิ้ว กว้าง 30 นิ้ว โคนใบใหญ่ปลายในแหลมมีหนามแหลมตามริมครีบใบ ใบสีเขียว มีกระขาว อวบอ้วนภายในมีวุ้นและเมือก โคนต้นพ้นดินเล็กน้อยก้านดอกแทงขึ้นจากกลางต้นเป็นก้านแข็งสูงประมาณ 2 ฟุต ดอกสีแดงอมเหลือง คล้ายดอกซ่อนกลิ่นตูมๆ ว่านหางจระเข้ที่รู้จักกันดีมี 2 พันธุ์ คือ Aloe vera และ Aloe barbadensis

ส่วนของว่านหางจระเข้ที่นำไปใช้ประโยชน์
       ระยะแรกๆ จะใช้แต่ส่วนของยาง (Latex) มีลักษณะเหลวสีเหลืองเข้มรสขมนำมาใช้เป็นยาระบายหรือเรียกว่า ยาดำ (Aloes) ซึ่งว่านหางจระเข้แต่ละชนิดจะให้ยาดำต่างชนิดกันต่อมาได้มีการทดลองใช้ส่วนของวุ้นที่เป็นเมือก (Alose Vera Gel) มารักษาโรคกันมากขึ้น

การใช้ว่านหางจระเข้เป็นยารับประทาน
       ให้รับประทานส่วนที่เป็นวุ้นโดยล้างน้ำให้ยางออกให้หมดรับประทานวันละ 2 ครั้งๆ ละ 1-2 ช้อนโต๊ะ เช้า-เย็น ปกติวุ้นจะมีรสเฝื่อน อาจเติมน้ำตาลเพื่อช่วยกลบรสขม ถ้าล้างยางออกไม่หมดจะมีรสขม

ประโยชน์ของว่านหางจระเข้
       น้ำว่านหางจระเข้หรือน้ำอโลเวร่าเป็นเครื่องดื่มที่มีคุณค่าทางโภชนาการมากให้ทั้งแร่ธาตุและวิตามินที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย ว่านหางจระเข้เป็นพืชชนิดเดียวที่มีวิตามินบี 12 ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการสร้างเม็ดเลือดและบรรเทาปัญหาด้านสุขภาพ  เช่น
-แก้โรคกระเพาะและลำไส้อักเสบ มีส่วนช่วยในการทำงานของกระเพาะอาหารและลำไส้ให้ดีขึ้นโดยว่านหางจระเข้มีฤทธิ์ในการสมานแผล สามาห้ามเลือดเมื่อเกิดแผลในกระเพาะ ให้รับประทาน ครั้งละ 1-2 ช้อนโต๊ะ วันละ 2-3 ครั้ง
-แก้ท้องผูก ว่านหางจระเข้มีสารอะโลอินและสารอะโลอีนีน จึงใช้เป็นยาระบายรักษาอาการท้องผูกได้ผลดีหรืออาจรับประทานในรูปของยาดำก็ได้
-ความดันโลหิตสูง ว่านหางจระเข้สามารถทำให้เส้นโลหิตอ่อนตัว ยืดหยุ่นได้ดีและกระตุ้นการไหลเวียนของโลหิต จึงป้องกันอาการแทรกซ้อนของโรคที่เกิดจากเส้นโลหิตในสมองแตก
-โรคเบาหวาน ว่านหางจระเข้สามารถกระตุ้นกระบวนการทำงานของตับอ่อนซึ่งจะทำหน้าที่ ผลิตฮอร์โมนอินซูลินช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในระดับปกติและช่วยให้เซลล์ที่ทำหน้าที่นำอินซูลินไปใช้สามารถทำงานได้ดียิ่งขึ้น จึงใช้เป็นยารักษาควบคู่กับยาแผนปัจจุบัน
-โรคตับอักเสบ ว่านหางจระเข้สามารถกระตุ้นกระบวนการเมตาโมลิซึมในร่างกายและมีบทบาทในการแก้พิษ เพิ่มภูมิคุ้มกันในร่างกาย ช่วยเสริมสมรรถภาพการทำงานของตับให้ดียิ่งขึ้น จึงใช้เป็นยารักษาควบคู่ไปกับยาแผนปัจจุบันได้
-โรคหืดหอบ ว่านหางจระเข้สามารถแก้โรคหืดหอบได้ จะต้องมีความอดทนในการรับประทานว่านหางจระเข้ติดต่อกันเป็นเวลานานอย่างน้อย 1-2 เดือน จึงจะได้ผล
-โรคปวดตามข้อ รับประทานว่านหางจระเข้เป็นประจำโดยรับประทานครั้งละ 1-2 ช้อนโต๊ะ วันละ 2-4 ครั้ง อาการจะทุเลาลงและจะค่อยๆ หายไปเองหรือถ้าใช้วุ้นทาบริเวณที่ปวดด้วยจะช่วยให้อาการปวดหายเร็วขึ้น
-บำรุงร่างกาย รับประทานว่านหางจระเข้เป็นประจำทุกวัน จะทำให้ร่างกายสดชื่นกระปรี้กระเปร่า แข็งแรง
-บำรุงสายตา รับประทานว่านหางจระเข้เป็นประจำ จะทำให้สายตาไม่พร่ามัว
-ความดันโลหิตสูง (เลือดจาง) ว่านหางจระเข้สามารถกระตุ้นการไหลเวียนของโลหิตและกระบวนการเมตาโบลิซึมของร่างกาย หากรับประทานเป็นประจำและต่อเนื่องเป็นเวลานานจะช่วยเสริมสุขภาพผู้ป่วยที่เป็นความดันโลหิตต่ำได้
-ไข้หวัด เนื้อว่านหางจระเข้มีสรรพคุณระงับการขยายตัวของเชื้อไข้หวัดใหญ่ได้และป้องกันการติดเชื้อไข้หวัด หรือสำหรับผู้ที่เป็นหวัดอยู่แล้วหากรับประทานว่านหางจระเข้ด้วยจะช่วยให้หายเร็วขึ้น
-การเมารถ เมาเรือ ขณะเดินทางเกิดอาการเมารถหรือเมาเรือ รู้สึกหงุดหงิด วิงเวียนศีรษะ ไม่สบาย การรับประทานว่านหางจระเข้ จะช่วยกระตุ้นการทำงานของกระเพาะ ลำไส้ และมีผลในการช่วยกล่อมประสาท
-เมาค้าง ผู้ป่วยที่เมาค้างจะมีอาการปวดศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน เนื่องจากการทำงานของตับบกพร่อง หากได้รับประทานว่านหางจระเข้จะช่วยให้ตับสามารถทำงานได้เป็นปกติเร็วขึ้น เนื่องจากว่านหางจระเข้ช่วยสลายพิษได้
              นอกจากที่กล่าวมาข้างต้น น้ำวุ้นจากใบว่านหางจระเข้ยังใช้เป็นยาทาภายนอกได้  เช่น รักษาแผลไหม้ที่เกิดจากการฉายรังสี รักษาแผลไฟไหม้และน้ำร้อนลวก ผิวไหม้เพราะแดดเผา แผลจากของมีคม ผื่นคันที่เกิดจากการแพ้สารต่างๆ ขี้เรื้อน เลือดดำขอดที่ขา พิษแมลง แมงกะพรุน และใบตำแย รักษาสิว บำรุงผิวหนัง

ข้อควรระวังในการใช้ว่านหางจระเข้
     1.เมื่อใช้เป็นยาทา บางคนอาจมีอาการแพ้ เกิดผื่นคันและปวด ดังนั้นก่อนใช้ควรทดลองทาดูเล็กน้อยที่หลังหูหรือที่รักแร้ หาก 2-3 นาที ไม่มีอาการผิดปกติเกิดขึ้น ก็แสดงว่าใช้ได้
       2.เมื่อใช้เป็นยากิน สำหรับยางและยาดำไม่ควรกินมากเกินไป เพราะสารอะโลอินที่มีอยู่ในยางว่านหางจระเข้มีฤทธิ์เป็นยาระบาย ถ้ากินมากเกินไปจะทำให้ท้องเสียและปวดท้องเพราะลำไส้เกร็ง และถ้ากินติดต่อกันนานๆ อาจทำให้แท้งลูกและทำให้ลูกที่กินนมแม่ท้องเสียได้

วิธีการใช้ว่านหางจระเข้ให้เกิดประโยชน์
1.ผู้รับประทานว่านหางจระเข้ครั้งแรก เด็กเล็กและผู้สูงอายุ ควรใช้ในปริมาณน้อยหรือเจือจางก่อน
2.ควรเลือกรับประทานว่านหางจระเข้สดที่มีอายุไม่ต่ำกว่า 1 ปี และเป็นสายพันธุ์ที่มีสรรพคุณเป็นยา
3.ในการรับประทานว่านหางจระเข้ในช่วงไม่สบายควรรับประทานหลังอาหาร
4.ไม่ควรใช้ว่านหางจระเข้ในสตรีระยะตั้งครรภ์หรือมีประจำเดือน เพราะอาจเกิดเลือดคลั่งในมดลูกได้ ประจำเดือนอาจมากกว่าปกติ หรืออาจเกิดการแท้งลูกได้ในหญิงตั้งครรภ์
         สำหรับบางคนที่ร่างกายไม่คุ้นกับว่านหางจระเข้ เมื่อรับประทานว่านหางจระเข้แล้วมีอาการท้องเสีย หรือคลื่นไส้อาเจียน ถ้ามีอาการดังกล่าวต้องหยุดรับประทานว่านหางจระเข้เป็นการชั่วคราว สังเกตสักช่วงระยะหนึ่งแล้วจึงทดลองรับประทานใหม่อีกครั้ง
              อย่างไรก็ตามถึงแม้ว่าว่านหางจระเข้จะมีสรรพคุณมากมายหลายอย่างแต่มันก็ไม่ใช่ยาวิเศษที่ใช้รักษาได้สารพัดโรค ฉะนั้นจึงควรต้องทำความเข้าใจถึงสรรพคุณของว่านหางจระเข้เสียก่อนแล้วจึงค่อยนำมาใช้มิฉะนั้นอาจเป็นอันตรายและเกิดโทษได้

ผลิตภัณฑ์อาหารว่านหางจระเข้
       ปัจจุบันได้มีการนำว่านหางจระเข้มาแปรรูปทำเป็นน้ำวุ้นว่านหางจระเข้ น้ำว่านหางจระเข้ผสมน้ำผลไม้ ชาว่านหางจระเข้ วุ้นว่านหางจระเข้แช่อิ่ม วุ้นว่านหางจระเข้ผง เป็นต้น เพื่อให้สะดวกและง่ายต่อการรับประทาน เพราะปกติวุ้นว่านหางจระเข้จะมียางที่มีรสขมทำให้ผู้ที่รับประทานมีความรู้สึกเหมือนกินยาและเหม็นกลิ่นว่านหางจระเข้

Thursday, 8 March 2012

กระดูกอ่อนปลาฉลาม (Shark cartilage)


โภชนารักษาโรค
กระดูกอ่อนปลาฉลาม (Shark Cartilage)



      กระดูกอ่อนปลาฉลาม คือ โครงกระดูกของปลาฉลามทั้งตัวที่ถูกจับขึ้นมาและนำมาบดละเอียด อุดมไปด้วย ธาตุแคลเซียม, ฟอสฟอรัส, สารกลัยโคซามิโนกลัยแคน (Glycosaminoglycans) และสารมูโพลีแซคคาไรด์ (Mucopolysaccharide)
       จากการศึกษาค้นกว้าคุณสมบัติที่พิเศษของปลาฉลามโดยนักวิจัยและได้มีการเผยแพร่ไปทั่วโลกได้พบความมหัศจรรย์ของปลาฉลามที่ช่วยในการรักษาโรคโดยเฉพาะโรคมะเร็งซึ่งได้รับความสนใจมาก มีนักวิทยาศาสตร์ได้ศึกษาเกี่ยวกับการดำเนินชีวิตของปลาฉลาม พบว่าปลาฉลามมีระบบภูมิคุ้มกันพิเศษสามารถต้านทานโรคภัยไข้เจ็บได้สูง โดยเฉพาะโรคมะเร็งถึงแม้จะอยู่ในสภาพน้ำที่สกปรกก็ตามอาจกล่าวได้ว่า ปลาฉลามเป็นสัตว์ที่ไม่เป็นโรคมะเร็ง การที่ปลาฉลามมีคุณสมบัติพิเศษกว่าสัตว์ชนิดอื่นเนื่องจากปลาฉลามมีสารกลัยโคซามิโนกลัยแคน (Glycosaminoglycans) และสารมูโคโพลีแซคคาไรด์ (Mucopolysaccharide) ซึ่งพบในกระดูกของปลาฉลามแตกต่างจากกระดูกสันหลังสัตว์อื่นๆ ช่วยให้ปลาฉลามมีความแข็งแรงและต้านทานโรคสูง

สารอาหารที่สำคัญในกระดูกอ่อนปลาฉลาม
       ในกระดูกอ่อนปลาฉลามนอกจากจะมีธาตุแคลเซียมและฟอสฟอรัสที่ช่วยในการสร้างกระดูกและฟันเหมือนกระดูกปลาทั่วไปแล้วยังมีสารที่ทำให้เกิดความมหัศจรรย์อื่นอีก คือ สารมูโคโพลีแซคคาไรด์ และโปรตีน ซึ่งเป็นตัวสร้างภูมิคุ้มกันต้านทานโรค ลดการอักเสบ ยับยั้งการเกิดโครงข่ายเส้นเลือดฝอยที่ถูกสร้างขึ้นมาใหม่รอบๆ บริเวณที่มีเนื้องอกหรือเนื้อเยื่ออักเสบ เป็นการควบคุมการขยายตัวของโรคเนื้องอกหรือโรคมะเร็ง

ระบบภูมิคุ้มกันของปลาฉลาม
       ปลาฉลามมีระบบภูมิคุ้มกันแบบดั้งเดิม คือ มีสารแอนตี้บอดี้หลายล้านชนิดและทำงานเฉพาะเมื่อถูกกระตุ้นจากสิ่งแปลกปลอมที่เข้าสู่ร่างกายเท่านั้น การที่ปลาฉลามมีสารแอนตี้บอดี้เป็นจำนวนมาก ไหลเวียนอยู่ในกระแสเลือดสิ่งแปลกปลอมจึงไม่สามารถเข้าสู่ร่างกายได้ จอห์น ฟอร์เรส นักวิจัยแห่งศูนย์ทดลองชีวภาพเกาะเม้าน์ทเดสเซอร์ท ในรัฐเมน สหรัฐอเมริกาได้ทดลองผ่าปลาฉลามแล้วเย็บแผล หลังจากนั้นนำไปใส่ไว้ในน้ำสกปรกปรากฏว่าปลาฉลามไม่ติดเชื้อใดๆ เลย

กระดูกอ่อนปลาฉลามรักษาโรคมะเร็งได้อย่างไร
       จากการศึกษาเรื่องโรคมะเร็งโดย ดร.โฟล์คแมน แห่งโรงพยาบาลเด็กและคณะแพทย์ศาสตร์มหาวิทยาลัยฮาร์เวิร์ดในเมืองบอสตัน พบว่าเนื้องอกไม่สามารถเจริญเติบโตได้ หากปราศจากการสร้างระบบโครงข่ายเส้นเลือดรอบๆ เนื้องอก หากสามารถยับยั้งหรือทำลายการเจริญเติบโตของโครงข่ายเส้นเลือดได้ ก็สามารถยับยั้งการเจริญเติบโตของเนื้องอกได้
       ต่อมานักวิจัยอีกหลายท่านก็สรุปเช่นเดียวกันนี้และได้มีการทดลองใช้กระดูกอ่อนปลาฉลามซึ่งเป็นเนื้อเยื่อที่ไม่มีเส้นเลือดไปปลูกในลูกไก่ที่ยังเป็นตัวอ่อน เส้นเลือดจะแทรกซึมเข้าไปในเนื้อเยื่อทุกส่วนยกเว้นกระดูกอ่อนปลาฉลามที่ปลูกไว้และยังพบว่ากระดูกอ่อนปลาฉลามสามารถทำให้เนื้องอกในหนูทดลองมีขนาดเล็กลงหลังจากกินกระดูกอ่อนปลาฉลาม 21 วัน นักวิจัยตั้งสมมุติฐานว่ากระดูกอ่อนปลาฉลามสามารถยับยั้งการสร้างโครงข่ายเส้นเลือดของเนื้องอกและป้องกันการเจริญเติบโตของเส้นเลือดใหม่ๆ ได้
       ดร.เออร์เนสโต้ คอนเทรราส จูเนียร์ ทดลองนำกระดูกอ่อนปลาฉลามไปรักษาผู้ป่วยโรคมะเร็งระยะสุดท้ายจำนวน 8 ราย เป็นระยะเวลา 2 เดือน ผลปรากฏว่าผู้ป่วย 7 ราย ใน 8 ราย มีขนาดเนื้องอกลดลง 30-100%
       ดร.วิลเลี่ยม เลนส์ ได้ทดลองนำกระดูกอ่อนปลาฉลามรักษาโรคมะเร็งพบว่ากระดูกอ่อนปลาฉลามมีประสิทธิภาพในการยับยั้งการสร้างเส้นเลือดฝอยของเซลล์มะเร็งทำให้เซลล์มะเร็งขาดอาหารมาหล่อเลี้ยง ผลคือเซลล์มะเร็งไม่เจริญเติบโตและตายในที่สุด โดยที่ไม่มีผลต่อเซลล์ปกติ

กระดูกอ่อนปลาฉลามช่วยรักษาโรคข้ออักเสบ
       โรคกระดูกข้ออักเสบเรื้อรัง (Osteoarthritis) เกิดจากกระดูกอ่อนในข้อต่อเสื่อม กระดูกอ่อนจะร้าวและฉีกขาดเนื่องจากแรงกดดัน จึงทำให้เกิดอาการบาดเจ็บ ร่างกายจะมีปฏิกิริยาตอบสนองในรูปของอาการอักเสบและกระตุ้นให้เกิดการสร้างเส้นเลือดใหม่ กระดูกอ่อนของคนเราเป็นเนื้อเยื่อที่ไม่มีเส้นเลือดเหมือนกระดูกอ่อนปลาฉลาม แต่เมื่อร่างกายเกิดการบาดเจ็บก็จะสร้างเส้นเลือดผ่านเนื้อเยื่อดังกล่าวไปช่วยในการรักษา แต่จะทำให้เกลือแคลเซียมไปเกาะที่กระดูกอ่อนและเกิดการแข็งตัวและแตกหักในที่สุด การใช้กระดูกอ่อนปลาฉลามอาจช่วยป้องกันกระบวนการดังกล่าวได้
       นักวิจัยได้ทำการทดลองนำสารสกัดจากกระดูกอ่อนปลาฉลามไปฉีดให้ผู้ป่วยโรคข้ออักเสบซึ่งพิการและมีอาการรุนแรง ปรากฏว่าผู้ป่วยส่วนใหญ่มีอาการดีขึ้น ดร.ไฮเซ่ เอ ออร์คาซิต้า แห่งคณะแพทย์ศาสตร์มหาวิทยาลัยไมอามี่ได้ให้ผู้ป่วยที่เป็นโรคข้อกระดูกอักเสบเรื้อรัง และมีอาการปวดอย่างรุนแรงรับประทานกระดูกอ่อนปลาฉลามแห้ง ผลปรากฏว่าผู้ป่วยทุกรายมีอาการดีขึ้น

กระดูกอ่อนปลาฉลามช่วยรักษาโรคที่ต้องพึ่งกระบวนการสร้างเส้นเลือดใหม่เลี้ยง
       นักวิจัยเชื่อว่ากระดูกอ่อนปลาฉลามอาจสามารถป้องกันโรคตาเสื่อมในผู้ป่วยเบาหวานและโรค Neovascular Glaucoma ซึ่งจะเกิดการแตกของเส้นเลือดฝอยในเรตินาและมีเลือดออก หลังจากนั้นเกิดการสร้างเส้นเลือดใหม่ทำให้การมองเห็นไม่ชัดและในที่สุดทำให้ตาบอด กระดูกอ่อนปลาฉลามยังสามารถใช้ได้กับผู้ที่ผ่าตัดต้อกระจกได้ด้วย นอกจากนี้ยังใช้รักษาโรคผิวหนังโซเรียซิส ซึ่งเป็นโรคที่ทำให้ผิวหนังหยาบกระด้างแล้วหลุดออก อาจเกิดการสร้างเส้นเลือดฝอยใต้ผิวหนัง กระดูกอ่อนปลาฉลามยังสามารถช่วยให้แผลหายเร็วขึ้นด้วย

บุคคลที่ไม่ควรรับประทานกระดูกอ่อนปลาฉลาม
       เนื่องจากกระดูกอ่อนปลาฉลามมีคุณสมบัติยับยั้งการเจริญเติบโตของเส้นเลือดใหม่ ดังนั้น เด็ก หญิงมีครรภ์ หญิงที่อยากจะมีครรภ์และผู้ที่ได้รับการผ่าตัดไม่ควรรับประทานกระดูกอ่อนปลาฉลาม

คอลลาเจน (Collagen)


โภชนารักษาโรค
คอลลาเจน (Collagen)

คอลลานเจนคืออะไร
       คอลลาเจน (Collagen) เป็นโปรตีนในเนื้อเยื่อเส้นใย มีความสำคัญต่ออวัยวะในร่างกาย  เช่น กล้ามเนื้อ เส้นเอ็น กระดูกอ่อน กระดูก เหงือก ฟัน ตา และหลอดเลือด ซึ่งคอลลาเจนจะช่วยให้โครงสร้างของร่างกายแข็งแรงและมีความยืดหยุ่น โปรตีนคอลลาเจนพบได้ในผิวหนังชั้นที่ 2 ที่เรียกว่า ชั้นหนังแท้ ชั้นหนังแท้นี้จะอยู่ใต้ชั้นหนังกำพร้า
       โปรตีนคอลลาเจนจะประกอบด้วยเส้นใยที่มีความยืดหยุ่น (Elastin fibers) ทำให้ชั้นหนังแท้มีความแข็งแรงและยืดหยุ่น ป้องกันการเกิดแผลและรอยฟกช้ำ
       ในร่างกายคนเรามีโปรตีนประมาณ 5 ล้านชนิด 30-40% เป็นคอลลาเจน คนที่มีน้ำหนัก 50 กิโลกรัม มีคอลลาเจนประมาณ 2-3 กิโลกรัม ดังนั้นคอลลาเจนจึงมีความสำคัญต่อร่างกายมาก
       ระดับคอลลาเจนในร่างกายจะลดลงเมื่ออายุเพิ่มขึ้นและเมื่อระดับคอลลาเจนลดลงจะทำให้ความยืดหยุ่นและความแข็งแรงของโครงสร้างอวัยวะต่างๆ ของร่ายการลดลง ดังนั้นเมื่ออายุเริ่มเข้าสู่วัย 25 ปี เป็นช่วงที่คอลลาเจนในร่างกายมีการเปลี่ยนแปลง ร่ายการเริ่มมีการสูญเสียความแข็งแรงของผิวพรรณสำหรับผู้หญิงหรือผู้ชายที่ต้องการให้มีสุขภาพผิวพรรณดี ดูสดใส จึงแนะนำให้มีการเสริมคอลลาเจนที่สูญเสียไปเนื่องจากการมีอายุเพิ่มขึ้น โดยรับประทานคอลลาเจนในรูปอาหารเสริม

อาหารเสริมคอลลาเจน (Collagen)
       อาหารเสริมคอลลาเจน คือ อาหารเสริมโปรตีนที่มีคุณภาพสูงซึ่งมีส่วนผสมของสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพผิวประกอบไปด้วยสารอาหารที่สำคัญดังนี้
       1.โปรตีนสำคัญ 2 ชนิด คือ คอลลาเจน 700 mg และ whey (ส่วนของน้ำวัวที่เอาไขมันออกแล้ว) 250 mg
       2.สารอาหารที่มีประโยชน์ คือ วิตามินซี 3.33 mg, ซิลิกา (Silica) 10 mg และแมกนีเซียมสเตียเรท (Magnesium stearate) 10.70 mg

อาหารเสริมคอลลาเจนผลิตจากอะไร
       อาหารเสริมคอลลาเจนผลิตจากไขกระดูกข้อต่อจากวัวที่ซื้อมาจากประเทศต่างๆ ที่มีการตรวจสอบจาก FDA แล้วว่าไม่มีเชื้อโรคของวัว โดยไขกระดูกข้อต่อและกระดูกอ่อนจะถูกทำความสะอาดปราศจากการใช้สารเคมีโดยใช้น้ำล่างแล้วนำไปต้มน้ำ และผ่านการฆ่าเชื้อที่อุณหภูมิ 120oc เป็นเวลานาน 5 ชั่วโมง ส่วนกระดูกและไขมันจะถูกแยกออกจากน้ำซุป น้ำซุปที่เหลือจะนำไป spray dried เพื่อให้แห้งเป็นผงในสภาวะที่ถูกสุขลักษณะมีการวิเคราะห์ตรวจสอบคุณภาพเพื่อให้แน่ใจว่าผลิตภัณฑ์นั้นได้มาตรฐานจึงนำไปผสมกับวิตามินซี, whey, ซิลิกาและแมกนีเซียม แล้วนำไปอัดเม็ด บรรจุหีบห่อเป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้คุณภาพ

สารอาหารที่จำเป็นในการสังเคราะห์คอลลาเจนในร่างกาย
       ขณะที่ผิวหนังมีการสังเคราะห์คอลลาเจนจะต้องการสารอาหารเพิ่ม คือ วิตามินซีและกรดอะมิโนจากโปรตีน  เช่น ไกลซีน (Glycine) โพรลีน (Proline) ไฮดร็อกซีโพรลีน (Hydroxyproline) ไฮดร็อกซีไลซีน (Hydroxylysine)

บทบาทของสารอาหารในอาหารเสริมคอลลาเจน
       Whey และคอลลาเจนในอาหารเสริมนี้จะเป็นตัวให้กรดอะมิโนและธาตุสักกะสี เมื่อร่างกายได้รับสารอาหารในปริมาณที่เหมาะสม จะทำให้ผิดหนังมีความแข็งแรงทนต่อสภาพถูกทำลาย และยับยั้งการเกิดริ้วรอยเหี่ยวย่น
       วิตามินซี เป็นส่วนประกอบสำคัญสำหรับการผลิตและรักษาเนื้อเยื่อคอลลาเจน การเพิ่มวิตามินซีในอาหารเสริมนี้จะช่วยยับยั้งการเกิดริ้วรอยแห่งวัยได้โดยวิตามินซีจะเป็นตัวกำจัดอนุมูลอิสระในร่างกายหรือสิ่งสกปรกที่เกิดจากสภาพแวดล้อม สารเคมี อากาศและควันบุหรี่
       ซิลิกา (Silica) มีความจำเป็นสำหรับเนื้อเยื่อเกี่ยวพันในร่างกาย
       คอลลาเจินในร่างกายจะชะลอตัวลงเมื่อเราอายุ 20 ปี และน้อยลงทุกๆ 10 ปี หลังจากนั้น การรับประทานอาหารเสริมคอลลาเจนจะช่วยเพิ่มสารอาหารที่จำเป็นในการสร้างเนื้อเยื่อและช่วยชะลอความแก่ เนื่องจากอาหารเสริมคอลลาเจนแตกตัวและถูกดูดซึมได้อย่างรวดเร็วในร่างกาย

บุคคลกลุ่มไหนที่ควรรับประทานคอลลาเจน
       อาหารเสริมคอลลาเจนเหมาะสำหรับสุภาพบุรุษและสุภาพสตรีที่ต้องการรักษาความอ่อนเยาว์ และบำรุงผิวพรรณที่ถูกทำลายหรือเสื่อมสภาพลงเนื่องจากการเพิ่มขึ้นของอายุ โดยเฉพาะผู้ที่มีอายุมากกว่า 25 ปีขึ้นไป สำหรับผู้ที่มีอายุน้อยกว่า 22-23 ปี ไม่จำเป็นต้องรับประทานก็ได้ การรับประทานอาหารเสริมคอลลาเจนจะไม่มีอันตรายหรือผลข้างเคียงต่อสุขภาพ การใช้ในสตรีมีครรภ์ควรปรึกษาแพทย์

ปริมาณที่ควรรับประทาน
       รับประทาน ครั้งละ 3 เม็ด วันละ 2 เวลา หรืออย่างน้อย 1 เม็ดก่อนนอนทุกวัน เพื่อให้ได้ผลดีที่สุดควรรับประทานคอลลาเจนควบคู่ไปกับการรับประทานอาหารและรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ดื่มน้ำสะอาด พักผ่อนและออกกำลังกายให้เพียงพอ นอกจากนี้ไม่ควรดื่มสุรา และสูบบุหรี่ เพราะจำเป็นการทำลายผิดของคุณด้วย
       ผลของคอลลาเจนสามารสังเกตเห็นได้ในทุกๆ สัปดาห์ด้วยแว่นขยายและการส่องกระจกเพื่อดูการพัฒนาบริเวณที่เกิดริ้วรอยได้  เช่น รอยเหี่ยวย่นรอบดวงตา, เหนือริมฝีปาก, ระหว่างริมฝีปากบนและจมูก, รอยหย่อนของเนื้อเยื่อบนใบหน้ารอบๆ ดวงตา, บริเวณแก้มและคอ จะเห็นริ้วรอยลดลง
 

Sunday, 26 February 2012

สาหร่ายเกลียวทอง


โภชนารักษาโรค
สาหร่ายเกลียวทอง (Spirulina)
 
 
สาหร่ายเกลียวทองคืออะไร
      สาหร่ายเกลียวทอง หรือ Spirulina spp. เป็นสาหร่ายที่จัดอยู่ในพวกสาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงินลักษณะโดยทั่วไปเป็นสาหร่ายหลายเซลล์ มีลักษณะเป็นสายสั้นๆ บิดตัวไปมาเป็นเกลียว เจริญเติบโตได้ดีในน้ำกร่อย ในเซลล์ไม่มีสารพวก Cellulose เป็นส่วนประกอบ จึงทำให้ร่างกายสามารถย่อยได้สูงถึง 95% ซึ่งทำให้ร่างกายสามารถใช้ประโยชน์จากสารอาหารในสาหร่ายเกลียวทองได้มาก นอกจากนี้ยังพบสารพวก คลอโรฟิลล์ (Chlorophyll) และไฟโคไซยานิน (Phycocyanin) ซึ่งเป็นสารที่มีสีน้ำเงินอยู่ปริมาณสูงซึ่งทำให้มีอัตราการสังเคราะห์แสงสูงด้วย

คุณสมบัติที่สำคัญของสาหร่ายเกลียวทอง
      คุณสมบัติสำคัญของสาหร่ายเกลียวทองที่ทำให้นักวิจัย นักค้นคว้าทดลอง ผู้เชี่ยวชาญตลอดจนนักลงทุนต่างๆ ให้ความสนใจเป็นอย่างมากต่อคุณสมบัติของสาหร่ายตัวนี้ก็คือ
       1.ความปลอดภัย และปราศจากสารพิษโดยสิ้นเชิง
       จากการทดสอบทางด้านเภสัชวิทยาเกี่ยวกับสาหร่ายเกลียวทอง พบว่าไม่มีพิษและไม่มีผลข้างเคียงต่ออวัยวะต่างๆ ของร่างกายตั้งแต่ระบบประสาทส่วนกลางลงมา การเจริญเติบโต การทำงานของอวัยวะต่างๆ การกินอาหาร ของสัตว์ทดลองเลย ซึ่งได้มีหน่วยงานต่างๆ หลายส่วน  เช่น ศูนย์วิจัยการเพาะพันธุ์สัตว์ คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยเมจิ ของญี่ปุ่น เป็นต้น ได้ทำการทดลองผลการกินสาหร่ายเกลียวทองของหนูทดลองจำนวนมากเป็นเวลาหลายเดือน ซึ่งผลการทดลองได้ผลเหมือนกันคือไม่มีผลกระทบใดๆ ต่อหนูเลย ซึ่งสาหร่ายเกลียวทองนี้จะมีความแตกต่างจากสาหร่ายเซลล์เดียวบางชนิดที่ผลิตเป็นอาหารเสริมสุขภาพ โดยมีผลการรายงานจากสถาบันสุขาภิบาลศาสตร์แห่งชาติ และสำนักงานสุขภาพแห่งโตเกียวว่าผู้บริโภคสาหร่ายเซลล์เดียวมีอาหารไวต่อแสง โดยมีอาการอักเสบบริเวณที่ถูกแสงแดดมากๆ เป็นตุ่มผื่นคันและผิวแตก เป็นแผลอักเสบ ซึ่งอาการเหล่านี้จะเกิดจากสารในสาหร่ายเซลล์เดียวบางชนิด แต่ในสาหร่ายเกลียวทองไม่มีสารตัวนี้ จึงไม่ก่อให้เกิดอาการไวต่อแสง ซึ่งปลอดภัยต่อร่างการและสุขภาพ
       2.มีคุณค่าทางอาหารสูง
       จากการวิเคราะห์ทางห้องปฏิบัติการพบว่าส่วนประกอบทางชีวเคมีของสาหร่ายเกลียวทอง มีสารอาหารต่างๆ เกือบครบถ้วนและมีในปริมาณที่สูงมากเมื่อเทียบกับอาหารชนิดอื่นๆ

ส่วนประกอบทางชีวเคมีของ สาหร่ายเกลียวทอง (Spirulina)
       จากการวิเคราะห์ส่วนประกอบของสาหร่ายเกลียวทองที่นำมาผลิตเป็นอาหารเสริมสไปรูลิน่าพบว่าประกอบด้วยสารต่างๆ ดังนี้
      สาหร่ายเกลียวทอง 1 กรัม ประกอบด้วย
ก.โปรตีน                                   61.500 มก.
ข.วิตามิน
       วิตามินอี                            2.530 มก.
       โปรวิตามิน เอ(เบต้า-แคโรทีน)  1.170 มก.
       วิตามิน ซี                           1.140 มก.
       วิตามิน บี 1                         0.100 มก.
       วิตามิน บี 2                        0.023 มก.
       วิตามิน บี 3                         0.090 มก.
       วิตามิน บี 12                        0.002 มก.
       ไนอะซินและไนอะซินาไมด์               2.670 มก.
       แคลเซียมแพนโทเทเนท                 0.025 มก.
       โฟลิก                              0.343 มก.
ค.เกลือแร่
       โปแตสเซียม                          12.300 มก.
       ฟอสฟอรัส                           9.100 มก.
       โซเดียม                             3.870 มก.
       แคลเซียม                           1.140 มก.
       เหล็ก                               0.370 มก.
       มักเนเซียม                           2.370 มก.
       สังกะสี                              0.020 มก.
       เซเลเนียม                           1.000 มก.
       มังกานีส                            0.030 มก.
ง.กรดอะมิโน
       ลูซีน                               67.30 มก.
       เฟนีลอะลานีน                        28.00 มก.
       เวลีน                               42.10 มก.
       ไลซีน                              33.10 มก.
       ไอโซลูซีน                                  35.40 มก.
       เมไธโอนีน                           11.20 มก.
       ธรีโอนีน                            47.30 มก.
       ทริปโตเฟน                          13.00 มก.
       ฮีสติดีน                             14.80 มก.
       แอสพาร์ราจีน                        15.40 มก.
       เซรีน                               40.30 มก.
       แอสฟาเตด                          52.60 มก.
       กลูตามิกแอซิด                        75.60 มก.
       กลูตามิน                            22.30 มก.
       โปรลีน                             20.50 มก.
       ไกลซีน                             34.00 มก.
       อะลานีน                            53.50 มก.
       คีสทีน                              1.400 มก.
       ไทโรซีน                             21.70 มก.
       อาร์จินีน                            49.20 มก.

       เปรียบเทียบปริมาณโปรตีน (PROTEIN)
       อาหาร                             100 กรัม
       เนื้อวัว                              18-20 กรัม
       ไข่                                 10-25 กรัม
       ข้าวสาลี                             6-10 กรัม
       ข้าวเจ้า                             7 กรัม
       ถั่วเหลือง                            33-35 กรัม
       ปลาทู                              20 กรัม
       สาหร่ายคลอเรลลา              40-56 กรัม
       สาหร่ายเกลียวทอง              69-71 กรัม

       โปรตีนในสาหร่ายนี้มีสูงถึง 65-70% ของน้ำหนักแห้ง ซึ่งจะสูงกว่าโปรตีนในเนื้อและไข่ ในเนื้อสัตว์มีโปรตีน 20% และในไข่มีโปรตีน 18% เท่านั้นและสูงกว่าถั่วเหลืองซึ่งมีโปรตีน 35% เท่านั้น นอกจากจะมีโปรตีนสูงแล้วโปรตีนนี้ยังประกอบด้วยกรดอะมิโนคุณภาพดี (Essential amino acids) ที่ร่างกายต้องการครบถ้วน มีสัดส่วนเหมาะสมตามที่ FAO/WHO แนะนำ
       วิตามินและเกลือแร่ จากการวิเคราะห์พบว่าในสาหร่ายเกลียวทองมีปริมาณวิตามิน เกลือแร่อยู่ครบถ้วนและอยู่ในปริมาณที่เหมาะสมเมื่อเทียบต่อน้ำหนักกับอาหารชนิดอื่นๆ มีวิตามินบี 1 มากกว่าผักผลไม้ ปู ปลา หอย ไก่ เกือบ 100 เท่า มีวิตามินบี 2 มากกว่าอาหารอื่นๆ 5-20 เท่า นอกจากนั้นยังมี วิตามิน E, C, B6, B12 ไนอะซิน, โฟลิกและเบต้า-แคโรทีน (Beta-carotene) ส่วนเกลือแร่ก็จะมี  เช่น โปแตสเซียม ฟอสฟอรัส แคลเซียม เหล็ก มักนีเซียม สังกะสี โซเดียม เซเลเนียม มังกานีส อยู่ในปริมาณที่สูงเช่นกัน
       3.มีผลผลิตสูง
       4.การเก็บเกี่ยวทำได้ง่าย
       นอกจากนี้สาหร่ายเกลียวทองยังมีสารคลอโรฟิลล์และไฟโคไซยานิน อยู่สูงมากๆ ซึ่งมีนักวิจัยกล่าวว่าสารคลอโรฟิลล์นี้จะช่วยเร่งการกำจัดสารพิษจากระบบทางเดินอาหาร กระแสเลือด ตับ และผลต่อการทำงานของกรดอะมิโน ระบบภูมิคุ้มกันและการเจริญของสัตว์อีกด้วย

สาหร่ายเกลียวทองกับสุขภาพ
      สาหร่ายเกลียวทอง เพิ่งได้รับความสนใจมาไม่นานนี้เอง แต่ปัจจุบันสาหร่ายเกลียวทองเป็นที่รู้จักและเป็นที่นิยมกันอย่างแพร่หลายเช่น ญี่ปุ่น แม็กซิโก สหรัฐฯ แอฟริกา ฝรั่งเศส เป็นต้น นอกจากสาหร่ายเกลียวทองกำลังเป็นที่สนใจเพราะเป็นอาหารที่ใช้เป็นอาหารหลักได้แล้ว คุณค่าทางโภชนาการของสาหร่ายนี้ก็มีมากมายมีสารอาหารต่างๆ ที่สมบูรณ์ทั้งโปรตีน ที่มีสูงประมาณ 60-70% มีกรดอะมิโนที่จำเป็นต่อร่างกาย มีวิตามินและเกลือแร่ต่างๆ เกือบครบถ้วนและสาหร่ายเกลียวทองเป็นอาหารที่มีความเป็นด่าง (Alkaline Food) ซึ่งเป็นผลดีต่อร่างกาย คุณสมบัติอีกอย่างที่สำคัญคือมีผนังเซลล์ที่บางสามารถย่อยสลายได้ง่ายจึงทำให้ร่างกายดูดซึมเอาสารอาหารต่างๆ ที่มีในสาหร่ายเกลียวทองไปใช้ได้สูงซึ่งข้อดีต่างๆ เหล่านี้จึงเป็นผลให้ผู้คนหันมาสนใจและบริโภคสาหร่ายเกลียวทองกันเพิ่มขึ้นๆ ทุกวัน

บุคคลใดบ้างที่ควรบริโภคสาหร่ายเกลียวทอง
      สาหร่ายเกลียวทองเป็นอาหารที่ปลอดภัยปราศจากพิษต่างๆ ดังนั้นการบริโภคสาหร่ายจึงไม่มีพิษภัยอะไร นอกจากนั้นการบริโภคสาหร่ายนี้ยังเป็นการเสริมสุขภาพให้มีความสามารถในการป้องกันโรคได้ ในคนที่ปกติ คนที่แข็งแรงอยู่แล้วก็รับประทานได้ เพื่อช่วยเสริมสร้างความสดชื่นแจ่มใสกระปรี้กระเปร่า ทำกิจกรรมต่างๆ ได้ดีไม่เหนื่อยง่าย นอกจากนี้แล้วบุคคลที่มีสภาวะที่ต้องกดดันด้วยความเครียดต่างๆ ซึ่งเข้าข่ายที่เรียกว่า “คนอมโรค” ซึ่งมีลักษณะต่างๆ ดังต่อไปนี้ก็ควรหันมาสนใจสาหร่ายเกลียวทองได้แล้ว
              - เหนื่อยง่าย เป็นกังวลเกี่ยวกับสุขภาพ
              - เป็นหวัดง่าย
              - กินผักสีเขียวหรือผักสีเหลืองไม่เพียงพอ
              - วิงเวียนอยู่เสมอ
              - ชอบหรือไม่ชอบอาหารชนิดใดอย่างรุนแรงจนก่อให้เกิดอาการขาดสารอาหาร
              - รู้สึกเจ็บถึงกระดูกแม้เมื่อกดเนื้อเบาๆ
              - ไม่ทานอาหารเช้า
              - กำลังอดอาหารเพื่อ “ลดความอ้วน”
              - หญิงมีครรภ์ เป็นต้น
              สำหรับบุคคลที่ไม่เข้าข่ายคนอมโรคข้างต้นหรือบุคคลทั่วๆ ไปก็สามารถรับประทานได้โดยไม่มีอันตรายใดๆ

สาหร่ายเกลียวทองกับเบาหวาน, คอเลสเตอรอล
       โรคเบาหวาน เป็นโรคที่เกี่ยวกับระบบการสร้างและการสลายกลัยโคเจนผิดปกติ อันเนื่องมาจากการทำงานของฮอร์โมนอินซูลินไม่เพียงพอหรือขาดอินซูลิน และเป็นโรคที่ยังเกี่ยวกับการสร้างและสลายในส่วนของไขมันและโปรตีนด้วย อาการเด่นชัดของโรคเบาหวานคือมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงและมีน้ำตาลในปัสสาวะ จากการรักษาผู้ป่วยโรคเบาหวานซึ่งทำการทดลองรักษาโดย มหาวิทยาลัยแพทย์ศาสตร์และทันตแพทย์ศาสตร์แห่งชาติโตเกียว ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นผู้มีน้ำหนักตัวมากหรืออ้วน และมีระดับคอเลสเตอรอลในเลือดสูงด้วย การรักษาโดยการควบคุมดูแลการกินอาหารอย่างเข้มงวด พร้อมกับรับประทานสาหร่ายเกลียวทองเสริมเข้าไป ผลปรากฏว่าเมื่อให้สาหร่ายไปสักระยะหนึ่งแล้วเจาะเลือดดูผลที่ได้คือระดับน้ำตาลในเลือดลดลงเกือบอยู่ในระดับปกติ และคอเลสเตอรอลก็ลดลงเหมือนกันและยังทำให้น้ำหนักตัวลดลงอีกด้วย

โรคตับกับสาหร่ายเกลียวทอง
       โรคตับมีทั้งตับอักเสบ, ตับแข็ง, ตับอ่อนอักเสบและตับอ่อนเรื้อรัง โรคเหล่านี้เป็นโรคที่เป็นกันมากในประเทศญี่ปุ่นประชากรมากมายโดยเฉพาะเพศชายที่นิยมดื่มแอลกอฮอล์มักจะพบโรคที่เกี่ยวกับตับเสมอ อัตราการตายของโรคตับสูงเป็นอันดับ 9 ของประเทศญี่ปุ่น คนที่เป็นโรคนี้ตับจะเสื่อมสภาพทำงานไม่ได้ตามปกติจนตับพิการในที่สุด จากนั้นอาจจะมีชีวิตอยู่ได้ไม่นาน จากการทดลองรักษาโดยใช้สาหร่ายเกลียวทองควบคู่การใช้ยา ผลปรากฏว่า ตับจะมีประสิทธิภาพดีทำงานได้ปกติ โรคตับต่างๆ เหล่านี้การรักษาด้วยอาหารที่โปรตีนสูงและแคลอรีสูงจะได้ผลดี เนื่องจากโปรตีนเป็นสิ่งจำเป็นในการซ่อมแซมเนื้อเยื่อของตับ ซึ่งในสาหร่ายเกลียวทองก็มีโปรตีนอยู่มากแถมยังประกอบด้วยกรดอะมิโนจำเป็นอยู่ด้วย จึงสามารถช่วยบำบัดโรคตับได้เป็นอย่างดี

คลอโรฟิลล์กับโรคกระเพาะอักเสบ และโรคตา
       เป็นที่ทราบดีในการแพทย์ทั่วไปว่า ยาสำหรับโรคกระเพาะอาหารอักเสบหรือโรคแผลเปื่อยในกระเพาะอาหารนั้นต้องมีคลอโรฟิลล์ผสมอยู่ด้วย ทั้งนี้เพราะคลอโรฟิลล์เป็นสารที่ให้ผลทางการรักษาอาหารอักเสบของเยื่อบุในกระเพาะอาหารและโรคหลอดลมอักเสบและเนื่องจากสาหร่ายเกลียวทองมีองค์ประกอบส่วนใหญ่เป็นคลอโรฟิลล์ ดังนั้นจึงน่าจะช่วยรักษาได้ดี ซึ่งจากการทดลองให้ผู้ป่วยดังกล่าวกินสาหร่ายเกลียวทองตามสบายเพราะไม่ใช่ยา หลังจากนั้นหนึ่งเดือนอาการปวดท้องและอาการคลื่นไส้ก็หายไปเป็นปลิดทิ้ง
       นอกจากนี้ในสาหร่ายเกลียวทองยังมีเบต้า-แคโรทีน ซึ่จะถูกเปลี่ยนเป็นวิตามินเอในร่างกายได้ ซึ่งวิตามินเอเป็นสารที่ช่วยบำรุงสายตา ดังนั้นในผู้ป่วยที่เป็นโรคเกี่ยวกับตา  เช่น ตาฝ้าฟางมองเห็นไม่ชัดเจน ต้อกระจก หลังจากได้รับสาหร่ายเกลียวทองไปแล้วอาการต่างๆ ก็จะหมดไป ซึ่งก็เป็นผลจากสารที่อยู่ในสาหร่ายเกลียวทองนั่นเอง

บทบาทของแอล-ทริปโตแฟน กับการนอนหลับ
       ในสาหร่ายเกลียวทองจะมีสารที่ชื่อ แอล-ทริปโตแฟน ซึ่งเป็นกรดอะมิโนที่ร่างกายสร้างเองไม่ได้ต้องได้รับจากอาหาร ซึ่งสารตัวนี้มีบทบาทำหน้าที่เกี่ยวกับควบคุมการนอนหลับ-ตื่นของคนเรา เมื่อเราได้รับสารตัวนี้เข้าไปมันก็จะทำให้การนอนหลับ-การตื่นของเราเป็นไปตามปกติ เวลานอนก็นอนหลับสบาย ซึ่งการนอนไม่หลับก็นับว่าเป็นปัญหาของคนในยุคปัจจุบันมากดังนั้น สาหร่ายเกลียวทองจึงช่วยควบคุมวงจรการนอนหลับให้เป็นไปด้วยดี
       นอกจากนี้แล้วจากรายงานของคณะแพทย์สถาบันต่างๆ ในญี่ปุ่นเมื่อใช้สาหร่ายเกลียวทองเป็นอาหารเสริมควบคู่กับการรักษาไปด้วย ผลปรากฏว่าผู้ป่วยมีอาการดีขึ้นอย่างมาก บางโรคก็หายไปเลย นอกจากโรคต่างๆ ที่ได้กล่าวข้างต้นแล้วผู้ป่วยที่มีอาการดังต่อไปนี้ก็มีอาการดีขึ้นหรือหาย  เช่น
              - โลหิตจาง
              - ความดันโลหิตสูง
              - โรคอ้วน
              - ภาวการณ์ขาดสารอาหาร
              - ช่วยขับปัสสาวะ, ท้องผูก
              - โรคผิวหนัง
              - โรคภูมิแพ้
              - อาการไอ
       จะเห็นได้ว่าสาหร่ายเกลียวทองมีประโยชน์ต่อสุขภาพมากมาย ดังนั้นการรับประทานจึงมีผลดีต่อสุขภาพทั้งคนปกติและคนป่วย ซึ่งบางประเทศ  เช่น ในญี่ปุ่นเขาจะถือเอาสาหร่ายเกลียวทองเป็นอาหารประจำชาติเลยทีเดียว สำหรับในไทยมีภูมิประเทศเหมาะสมในการเลี้ยงสาหร่ายเกลียวทองเป็นอย่างมาก ดังนั้นถ้ามีการส่งเสริมให้มีการเลี้ยงสาหร่ายเกลียวทองก็จะทำให้มีแหล่งอาหารที่คุณภาพเพิ่มขึ้นสำหรับประชาชนคนไทยอีกด้วย